Stratasys

เปิดตัวสินค้าใหม่นวัตกรรมระดับ “Professional 3D Printer”

เมื่อไม่นานมานี้เอง บริษัท Stratasys ได้ประกาศเปิดตัวเครื่อง 3D Printer ใหม่ ชื่อว่า Objet Eden260VS ที่เน้นเรื่องของการขจัดวัสดุรองรับ ด้วยวิธีการสลายตัวของวัสดุแทนการชะล้างด้วยน้ำ ซึ่งจะช่วยให้ลดขั้นตอนการในกระบวนการล้าง Support แบบเดิมได้ โดยตัวอักษร S ที่นำมาต่อท้ายจากชื่อเดิม Objet Eden260V เป็นตัวบ่งบอกให้รู้ว่ามีวัสดุที่ชื่อว่า Soluble Support (SUP707) เพิ่มเข้ามานั้นเองหรือวัสดุแบบละลายน้ำได้นั้นเอง

Stratasys Objet30 Prime (3D Printer)

       อย่างไรก็ตามบริษัทที่เป็นผู้นำด้าน 3D Printer อันดับ 1 ของโลก อย่าง Stratasys จะเปิดตัวทั้งทีคงจะต้องไม่มีแค่นี้ครับ งานนี้มีน้องเล็กหนึ่งคลอดตามมาติดๆ นั้นคือ Objet 30 Prime ที่มีลูกเล่นดีๆ อย่าง Mode การทำชิ้นงานแบบเร็วที่เรียกว่า Draft Mode ที่สามารถทำงานได้เร็วกว่าเดิม ด้วยความละเอียดของแต่ละชั้นผิวงาน ที่ 36 ไมครอน พร้อมความสามารถในการใช้วัสดุที่เพิ่มขึ้นเป็น 12 ชนิดอีกด้วย ที่รวมกลุ่มวัสดุที่เรียกว่า Bio compatible ให้ใช้อีกด้วย

3D Printer

       ยังไม่พอเพียงเท่านี้ครับ ยังอีกสองรุ่นที่ถือว่าเป็นไฮไลท์ของการเปิดตัวครั้งนี้นั้นคือ รุ่น Fortus380 และ 450 ที่นับว่าเป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าจากรุ่นเดิมไปอย่างมาก ที่ผมชอบมากที่สุดเป็นงานส่วนตัวก็เห็นจะเป็นการที่เพิ่มหน้าจอ Touch Screen มาให้นี่ล่ะครับ ทำให้ใช้งานง่ายขึ้นจากเดิม โดยหน้าจอจะมีการแสดงผลในแบบที่เรียกว่า Inter active ที่จะทำให้ผู้ใช้ง่ายเข้าใจได้ง่าย และ User Interface ที่เข้าถึงได้ง่าย ขนาดพื้นที่ใช้งานที่ปรับให้ใหญ่ขึ้นแบบเต็มๆ อย่างที่ไม่ต้อง Upgrade กันเลย พอมาดูที่ภายนอกก็จะเห็นได้ว่ามีการออกแบบให้ร่วมสมัยขึ้น แต่พอมองไปมองมาก็คล้ายหุ่นยนต์ “กันดั้ม”เหมือนกันนะนิ

Stratasys Fortus 450    หน้าจอ Touch Screen 3D Printerเครื่องพิมพ์ชินงานสามมิติ , 3D Printer

อย่างไรก็ดีหากท่านผู้อ่านสนใจและอย่าได้ข้อมูลเพิ่มเติมก็สามารถติดต่อได้ที่เบอร์ 02-745-4242

และผ่านช่องทาง https://www.applicadthai.com/rapid-prototype/index.php?ref=applicadthai  หรือ www.siam3dprinter.com

บทความโดย ชัยวัฒน์ พฤฒิพงศ์พิบูลย์

การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3

บทความนี้ผมขอหยิบเอาบทความที่ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ได้เขียนลงในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจไว้ แล้วนำมาขยายความต่อเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดขึ้นนะครับ

“การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งแรกนั้นเกิดขึ้น 200 ปีที่แล้ว โดยสาระสำคัญ คือ การประดิษฐ์เครื่องจักร (ในขั้นแรกคือเครื่องจักรไอน้ำ) เพื่อทดแทนแรงงานของมนุษย์ ทำให้เกิดการสร้างโรงงานขนาดใหญ่ในเมือง (mechanization) เพื่อให้คนงานจำนวนมากต้องมาทำงานร่วมกัน ซึ่งถือได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทำลายการผลิตในระดับครัวเรือน (cottage industry) เพิ่มผลผลิตและความสำคัญของภาคอุตสาหกรรม ทำให้ภาคเกษตรกรรมตกต่ำลงในเชิงเปรียบเทียบ

  

 

การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สองเกิดขึ้นประมาณ 80 ปีที่ผ่านมา จากการปฏิรูปทางการผลิตของ Henry Ford ที่เป็นการแบ่งกันประกอบและเน้นการผลิตจำนวนมากเพื่อลดต้นทุนต่อหน่วยให้ต่ำ (Moving Assembly Line และ Mass Production) ทำให้สรุปได้ว่าโรงงานยิ่งมีขนาดใหญ่ก็จะยิ่งได้เปรียบ หรือ Economy of Scale ทำให้เกิดบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่มีโรงงานการผลิตขนาดใหญ่ทั่วโลก ตัวอย่างที่ใกล้ตัวที่สุด คือ บริษัทรถยนต์ข้ามชาติ ซึ่งผลิตรถยนต์รุ่นหนึ่งปีละหลายแสนคัน เพื่อให้ต้นทุนการผลิตต่ำที่สุด ทำให้ปัจจุบันมีบริษัทรถยนต์ขนาดใหญ่เพียงสิบกว่าบริษัทและยากที่จะเห็นบริษัทรถยนต์ขนาดเล็กสามารถมาแข่งขันได้

ในยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ The Economist กล่าวถึงว่า กำลังจะเกิดขึ้นในปัจจุบันนั้นเป็นการผลิตที่นำเอาเทคโนโลยีมาปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตและการตลาดครั้งใหญ่ โดยในอนาคต Economist เชื่อว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงจาก Economy of Scale เป็น Economy of Speed และจาก Mass Production เป็น Mass Customization แปลว่าการผลิตในอนาคตจะเป็นการผลิตที่ไม่ต้องผลิตจำนวนมาซ้ำซาก แต่จะสามารถผลิตสินค้าที่มีความแตกต่างกัน ตรงตามความต้องการของลูกค้าทุกคนทุกประการ นอกจากนั้น เนื่องจากปริมาณการผลิตต่อโรงงานไม่สูงมาก ก็แปลว่าสามารถที่จะลดขนาดโรงงานลงและที่สำคัญจะต้องย้ายโรงงานไปตั้งอยู่กับฐานลูกค้าในแต่ตลาดเพื่อที่จะสามารถตอบสนองความต้องการที่ปรับเปลี่ยนไปของผู้บริโภคในแต่ละตลาดได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ”

นั่นเป็นบางส่วนของบทความ ที่บรรยายถึง การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 ที่่อ้างอิงถึงบทความจากหนังสือ The Economist ซึ่งเทคโนโลยีที่ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญในเรื่องนี่ก็คือ 3D Printer ซึ่งที่จริงแล้วบทความนี้กล่าวถึง 3D Printer ด้วยแต่จะพูดอ้างอิงเชิงเศรษฐศาสตร์เป็นส่วนใหญ่

3D Printer

เทคโนโลยี 3D Printer เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายปี 1960 แต่สามารถนำมาใช้จริงได้ประมาณปี 1980 ซึ่งในช่วงแรกๆ จะใช้ในงานวิจัยและชื่อที่เรียกกันในยุคนั้นก็คือ Rapid Prototyping หรือเทคโนโลยีการขึ้นต้นแบบรวดเร็ว โดยหลักก็คือนำเอาเทคโนโลยีนี้มาใช้ทำชิ้นงานต้นแบบอย่างรวดเร็ว (โดยไม่ไปทำแม่พิมพ์เพื่อผ่านกระบวนการขึ้นรูปใดๆ) เห็นมั้ยครับฟังดูเหมือนว่าคนที่คิดค้นและใช้งานในยุคก่อนก็ยังไม่เห็นภาพว่าสิ่่งนี้จะทำให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 ใดๆ เลย แล้วภาพนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

 

ปี 1996 เป็นช่วงที่มีการพัฒนาเทคโนโลยี Rapid Prototype อย่างมา เครื่อง Rapid Prototyping มีราคาถูกลงและเริ่มมีการบัญญัติคำใหม่ก็คือ 3D Printer และต่อมาก็มีการใช้ชื่อ Additive Manufacturing ซึ่งเหมือนกับเป็นการบอกว่านี่คือกระบวนการผลิตรูปแบบหนึ่ง (Manufacturing Process) นั่นเอง ซึ่งผมเองก็เริ่มได้ยินบ่อยขึ้นโดยเฉพาะเมื่อกลางปี 2013 ที่ผ่านมา ท่านประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ท่าน บารัค โอบาม่า ได้พูดในสภาคองเกรสว่า 3d printing และ กระบวนการผลิตที่ไฮเทคจะเป็นแม่เหล็กที่จะดูดเอาตำแหน่งงานกลับเข้าสู่สหรัฐอเมริกา

 

Subtractive Manufacturing และ Additive Manufacturing

บทความนี้ผมจะไม่ลงลึกถึงเทคนิคและการทำงานของ 3D Printer แต่อยากจะให้รู้ถึงแนวโน้มของ 3D Printer หรือ Additive Manufacturing ที่จะพัฒนาต่อไปในอนาคตมากกว่า แต่ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจ Concept ของ Subtractive Manufacturing และ Additive Manufacturingก่อนดีกว่าครับ

 

การผลิตแบบ Subtract หรือการลบออก เอาออก เป็นกระบวนการของการเริ่มต้นด้วยวัสดุที่เป็นก้อนตัน และ เลือกลบสิ่งที่ไม่จำเป็น จนรูปสุดท้ายที่โผล่ออกมากระบวนการนี้จะอธิบายได้ง่าย ยกตัวอย่างเช่น การแกะสลักรูปปั้นหินอ่อนของ Michelangelo ศิลปินที่มีชื่อเสียง เมื่อถามว่า สมเด็จพระสันตะปาปา ถามถึงวิธีการที่เขาทำรูปปั้นของ เดวิด จนเหมือนมีชีวิตที่งดงามของเขา Michelangelo ตอบว่า “ผมก็ลบทุกอย่างที่ไม่ได้มีลักษณะเหมือน เดวิด ออกไปจากก้อนหินซะก็เท่านั้นเอง” ซึ่งในปจัจจุบันเราพบกระบวนการเหล่านี้เป็นปกติ เช่น กลึง กัด ไส เจาะ ทั่วๆ ไป

แต่การผลิตแบบ Additive เป็นกระบวนการผลิต โดยการเพิ่มวัสดุเข้าไปเติมที่ละชั้นทีละชั้นจนเป็นชิ้นงานที่ต้องการ โดยรูปแบบของชั้นบางๆ ในแต่ละชั้นได้มาจากการประมวลผลจากโมเดล 3 มิติที่เราออกแบบในโปรแกรม CAD กระบวนการนี้ ช่วยลดเวลาค่าใช้จ่าย ในการผลิตชิ้นงานที่มีความเป็น Unique หรือความเป็นเฉพาะตัวสูง

อนาคต

นอกจากปัจจุบันที่บริษัทผู้ผลิต 3D Printer ชั้นนำอย่าง Stratasys นำเสนอเครื่่อง Fortus มาใช้ผลิต Jig&Fixture หรือ Tool ต่างๆ แบบรวดเร็ว และลดขั้นตอนการผลิตแล้ว ซึ่งเป็นการใช้งานในอุตสาหกรรมอย่างแพร่หลาย ปัจจุบันยังมีการนำไปช่วยด้านการแพทย์ ร่วมกับเครื่อง CT Scan

นอกจากนี้ยังมีการนำเอา 3D printer มาผลิตสินค้า เช่น เครื่องดนตรี, อุปกรณ์เสริมโทรศัพท์มือถือ เช่น Case iPhone จนกระทั่งชุดชั้นใน ยังมีการคาดการในอนาคตอีกว่าจะมีการพัฒนาต่อไปอีก ตัวอย่างเช่น
• การซื้อของที่ต้องการ ณ จุดผลิตโดยสามารถปรับแต่งรูปแบบสินค้าตามความต้องการก่อนที่เราจะ (Customize Manufacturing)
• การส่งชิ้นงาน 3 มิติแบบไร้สายหรือ 3D Fax โดยผู้ส่งแค่ Upload ข้อมูล CAD
• การ Shopping Online จะไม่จำกัดอยู่แค่ข้อมูล ภาพ เสียง หรือ VDO แต่เราสามารถซื้อของได้ ตัวอย่างเช่น อะไหล่หรืออปุกรณ์ Gadget ต่างๆ ซึ่ง 3D Printer จะผลิตให้เราที่บ้าน หลังจาก Download ข้อมูล 3 มิติเสร็จ
• การผลิตแบบ On Demand เช่น อาจตั้งโปรแกรมให้ 3D Printer พิมพ์แปรงสีฟันที่เหมาะกับรูปปากของคุณ โดยใช้ข้อมูลใน Server ทุกๆ 3 เดือนเพื่อให้คุณได้ใช้แปรงที่ใหม่อยู่เสมอ

ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

ข่าวร้าย

ผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุด มาจากจำนวนตำแหน่งงาน กับงานที่เทคโนโลยี 3D Printer จะทำให้ล้าสมัยและเข้ามาทดแทน สิ่งที่จะกลายเป็นปัญหาระหว่างประเทศ คือการนำเข้าส่งออกที่จะลดลง เพราะต่อไปเราไม่จำเป็นต้องนำเข้าของจริงจากประเทศผู้ผลิต เราเพียงแต่ Download สินค้าที่เราต้องการเท่านั้น หมายความว่าเราไม่จำเป็นที่จะต้องมีระบบการผลิตและห่วงโซ่การกระจายสินค้าแบบเดิมๆ อีกต่อไป

การผลิตแบบ Mass Production จะไม่เป็นที่ต้องการ ในขณะที่เราจะผลิตเฉพาะสิ่งที่เราต้องการ ในสิ่งที่เราจำเป็นต้องใช้มันเท่านั้น โกดังเต็มรูปแบบ การเก็บสต็อกสินค้าและอะไหล่ต่างๆ จำนวนมากจะไม่จำเป็น การทำ Packaging การขนส่งสินค้าด้วยวิธีต่างๆ ผู้จัดจำหน่ายสินค้าและผู้ค้าปลีก จะถูกลดบทบาทไป

ข่าวดี

ใน ‘ข่าวร้าย’ ยังคงมีสิ่งต่างๆ จำนวนมากที่จะได้รับผลกระทบด้านบวกจาก 3D Printer เกี่ยวกับเศรษฐกิจโลก แม้ว่าหลายประตูดูเหมือนจะปิด สำหรับคนที่กำลังมองหางานเทคโนโลยีนี้ นำความคิดใหม่และวิธีการในการทำงาน ด้วยโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ เมื่ออินเทอร์เน็ตเปลี่ยนจากการเป็นเครื่องมือที่จะใช้ส่งอีเมลล์ กลายเป็นสถานที่ช้อปปิ้งที่บ้าน นำไปสู่การถดถอยของการค้าปลีก ซึ่งนำไปสู่การหดหายจำนวนมากของตำแหน่งงาน ธุรกิจขนาดใหญ่หลายแห่งเกิดผลกระทบและบางส่วนมีการปิดกิจการ

สิ่งที่อินเทอร์เน็ตทำให้เกิดผลกระทบด้านบวก เช่น ธุรกิจการสร้างออกแบบ Website, Online Marketing การตลาดอินเทอร์เน็ต, ช่างเทคนิค, โซเชียลมีเดีย, บล็อก จะเฟื่องฟู คนหลายล้านคนจะทำงาน Online ผลิตภัณฑ์เนื้อหาหรือบริการ และระบบหมุนเวียนทางเศษฐกิจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง การใช้จ่ายหลายพันล้านดอลล่าร์จะเกิดขึ้นชั่วข้ามคืน จากการที่ระบบเศษฐกิจแบบไม่มีเวลาปิดเปิด
อีกหนึ่งอาชีพที่จะได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางคือ อาชีพ Designer ที่ออกแบบด้วยโปรแกรม 3 มิติเพราะคุณจะได้ขายผลิตภัณฑ์ที่คุณออกแบบได้ไม่ว่าคุณจะทำงานอยู่ที่ไหน แค่ Upload สินค้าที่คุณต้องการให้ลูกค้าหรือร้านค้า Online อย่าง www.shapeways.com เป็นต้น

ที่กล่าวมาทั้งหมดก็ได้รวบรวมข้อมูลจากหลายๆ ด้าน ถึงสิ่งที่ผู้ที่พัฒนาและคิดค้นมองไปข้างหน้า แต่ใครจะรู้ว่าเมื่อไรมันจะมาถึง “การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3”
BY…Prakit L.

 

Cr. https://www.applicadthai.com

Believe??….we can print it !!

เราไม่สามารถปฎิเสธได้เลยว่า 70 – 80 % ในการดำรงชีวิตของเราทุกวันนี้ เทคโนโลยีก็เปรียบเหมือนเครื่องมืออันสำคัญที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้กับชีวิตความเป็นอยู่ ซึ่งในปัจจุบันมีการแข่งขันกันสูงมาก ทั้งนี้ผมมองการใช้ชีวิตว่าอะไรๆ ที่ทำได้ง่าย ใช้เวลาน้อย แถมถ้าขั้นตอนสะดวกก็ยิ่งดี ซึ่งนั่นจะช่วยตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้มากยิ่งขึ้น เพราะในมุมมองของการแข่งขันแล้ว ไม่มีใครรอใคร ใครไวใครได้ คนที่ปรับตัวเร็วที่สุดก็จะได้เปรียบมากที่สุด

วันนี้ผมขอพูดถึงเรื่องการนำเทคโนโลยีมาใช้กับเรื่องใกล้ๆ ตัว ที่ทำให้ชีวิตของคุณง่ายขึ้น หลายท่านคงรู้จักกับเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ (3D Printing) เทคโนโลยีที่เนรมิตจินตนาการให้กลายเป็นชิ้นงานต้นแบบจริงได้ในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง คิดอะไรก็สามารถปริ้นท์ได้แบบนั้น ทำให้ความคิดไม่ใช่เป็นเพียงแค่ความคิด แต่เป็นความจริงที่สามารถต่อยอดได้

และผมจะพาทุกท่านมาดูขั้นตอนทั้งหมดของการใช้เทคโนโลยีจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ (3D Printer) ในการสร้างโมเดลหุ่นจำลองกันครับ โดยวิธีการเริ่มต้นจากการ Download ไฟล์งานที่เป็น 3D Modeling จากแหล่งต่างๆ ที่มีทั้งแจกให้เราสามารถโหลดได้ฟรี และแบบเสียเงิน หรือซื้อไฟล์ 3 มิติ มาเพื่อทำการปริ้นท์ด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ จากนั้นเมื่อได้งานจริงออกมาเราจะไปทำสีให้ดูเป็นงานที่สมจริงมากขึ้น

สำหรับโมเดลที่นำเสนอในครั้งนี้ ผมจะเริ่มจากการ Download ไฟล์งานที่เป็น 3D Modeling จากเว็บไซต์ที่เป็นการแชร์ให้โหลดได้ฟรีครับ

3D Modeling

เมื่อได้ไฟล์ 3 มิติ มาแล้วเราก็จะทำการสั่งพิมพ์ในแบบ 3 มิติ ซึ่งเป็นวิธีการที่ง่ายและสามารถสร้างรูปทรงของงานได้แบบไม่จำกัด

3D Printer

เริ่มจากการเตรียมไฟล์ปริ้นท์ด้วยโปรแกรมของเครื่องพิมพ์จาก Stratasys

3D Printer

หลังจากปริ้นท์งานเสร็จแล้ว ต้องทำการกำจัดวัสดุ Support ออกจากชิ้นงาน จากนั้นก็พร้อมสำหรับขั้นตอนถัดไป

3D Printer

3D Printer

คราวนี้ก็มาสู่ขั้นตอนการทำสีให้กับตัวโมเดล โดยเราจะเริ่มจากการพ่นสีรองพื้น เพื่อเตรียมผิวงานก่อน

3D Printer

จากนั้นก็ลงสีจริงให้กับโมเดลได้ตามใจชอบ ซึ่งในบางจุดที่ต้องการปิดไม่ให้โดนสีอื่นก็ใช้เทปกาวหรือกระดาษมาปิดไว้

3D Printer

พอใสสีลงไปก็ทำให้งานจากแค่ก้อนเรียบๆ สีเดียว กลายเป็นโมเดล Action Figure ที่ดูสมจริงมากขึ้น

3D Printer

คราวนี้ก็เอาไปวางโชว์อวดเพื่อนๆ ได้แล้วขั้นตอนไม่ยากเลยใช่ไหมครับ เพียงแค่นี้เราก็สามารถมีชิ้นงานเป็นของตัวเองได้ง่ายๆ

Suchon

บทความ : สุชนม์ โพธิ์พริก

Cr.applicadthai.com

เครื่องมือแพทย์กับ FDM Technology

FDM Technology from Stratasys has let medical-device manufacturer Acist design better medical devices while eliminating inventory. Instead of parts on shelves, inventory has become digital files on a server. And FDM Technology has enabled more iterative design for Acist, resulting in better products. Acist uses Stratasys FDM technology for functional testing, manufacturing tools and even end-use parts.

เครื่องมือแพทย์กับ FDM Technology

FDM Technology from Stratasys has let medical-device manufacturer Acist design better medical devices while eliminating inventory. Instead of parts on shelves, inventory has become digital files on a server. And FDM Technology has enabled more iterative design for Acist, resulting in better products. Acist uses Stratasys FDM technology for functional testing, manufacturing tools and even end-use parts.

Page 1 of 212