3d printer

เปิดตัวสินค้าใหม่นวัตกรรมระดับ “Professional 3D Printer”

เมื่อไม่นานมานี้เอง บริษัท Stratasys ได้ประกาศเปิดตัวเครื่อง 3D Printer ใหม่ ชื่อว่า Objet Eden260VS ที่เน้นเรื่องของการขจัดวัสดุรองรับ ด้วยวิธีการสลายตัวของวัสดุแทนการชะล้างด้วยน้ำ ซึ่งจะช่วยให้ลดขั้นตอนการในกระบวนการล้าง Support แบบเดิมได้ โดยตัวอักษร S ที่นำมาต่อท้ายจากชื่อเดิม Objet Eden260V เป็นตัวบ่งบอกให้รู้ว่ามีวัสดุที่ชื่อว่า Soluble Support (SUP707) เพิ่มเข้ามานั้นเองหรือวัสดุแบบละลายน้ำได้นั้นเอง

Stratasys Objet30 Prime (3D Printer)

       อย่างไรก็ตามบริษัทที่เป็นผู้นำด้าน 3D Printer อันดับ 1 ของโลก อย่าง Stratasys จะเปิดตัวทั้งทีคงจะต้องไม่มีแค่นี้ครับ งานนี้มีน้องเล็กหนึ่งคลอดตามมาติดๆ นั้นคือ Objet 30 Prime ที่มีลูกเล่นดีๆ อย่าง Mode การทำชิ้นงานแบบเร็วที่เรียกว่า Draft Mode ที่สามารถทำงานได้เร็วกว่าเดิม ด้วยความละเอียดของแต่ละชั้นผิวงาน ที่ 36 ไมครอน พร้อมความสามารถในการใช้วัสดุที่เพิ่มขึ้นเป็น 12 ชนิดอีกด้วย ที่รวมกลุ่มวัสดุที่เรียกว่า Bio compatible ให้ใช้อีกด้วย

3D Printer

       ยังไม่พอเพียงเท่านี้ครับ ยังอีกสองรุ่นที่ถือว่าเป็นไฮไลท์ของการเปิดตัวครั้งนี้นั้นคือ รุ่น Fortus380 และ 450 ที่นับว่าเป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าจากรุ่นเดิมไปอย่างมาก ที่ผมชอบมากที่สุดเป็นงานส่วนตัวก็เห็นจะเป็นการที่เพิ่มหน้าจอ Touch Screen มาให้นี่ล่ะครับ ทำให้ใช้งานง่ายขึ้นจากเดิม โดยหน้าจอจะมีการแสดงผลในแบบที่เรียกว่า Inter active ที่จะทำให้ผู้ใช้ง่ายเข้าใจได้ง่าย และ User Interface ที่เข้าถึงได้ง่าย ขนาดพื้นที่ใช้งานที่ปรับให้ใหญ่ขึ้นแบบเต็มๆ อย่างที่ไม่ต้อง Upgrade กันเลย พอมาดูที่ภายนอกก็จะเห็นได้ว่ามีการออกแบบให้ร่วมสมัยขึ้น แต่พอมองไปมองมาก็คล้ายหุ่นยนต์ “กันดั้ม”เหมือนกันนะนิ

Stratasys Fortus 450    หน้าจอ Touch Screen 3D Printerเครื่องพิมพ์ชินงานสามมิติ , 3D Printer

อย่างไรก็ดีหากท่านผู้อ่านสนใจและอย่าได้ข้อมูลเพิ่มเติมก็สามารถติดต่อได้ที่เบอร์ 02-745-4242

และผ่านช่องทาง https://www.applicadthai.com/rapid-prototype/index.php?ref=applicadthai  หรือ www.siam3dprinter.com

บทความโดย ชัยวัฒน์ พฤฒิพงศ์พิบูลย์

การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3

บทความนี้ผมขอหยิบเอาบทความที่ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ได้เขียนลงในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจไว้ แล้วนำมาขยายความต่อเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดขึ้นนะครับ

“การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งแรกนั้นเกิดขึ้น 200 ปีที่แล้ว โดยสาระสำคัญ คือ การประดิษฐ์เครื่องจักร (ในขั้นแรกคือเครื่องจักรไอน้ำ) เพื่อทดแทนแรงงานของมนุษย์ ทำให้เกิดการสร้างโรงงานขนาดใหญ่ในเมือง (mechanization) เพื่อให้คนงานจำนวนมากต้องมาทำงานร่วมกัน ซึ่งถือได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทำลายการผลิตในระดับครัวเรือน (cottage industry) เพิ่มผลผลิตและความสำคัญของภาคอุตสาหกรรม ทำให้ภาคเกษตรกรรมตกต่ำลงในเชิงเปรียบเทียบ

  

 

การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สองเกิดขึ้นประมาณ 80 ปีที่ผ่านมา จากการปฏิรูปทางการผลิตของ Henry Ford ที่เป็นการแบ่งกันประกอบและเน้นการผลิตจำนวนมากเพื่อลดต้นทุนต่อหน่วยให้ต่ำ (Moving Assembly Line และ Mass Production) ทำให้สรุปได้ว่าโรงงานยิ่งมีขนาดใหญ่ก็จะยิ่งได้เปรียบ หรือ Economy of Scale ทำให้เกิดบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่มีโรงงานการผลิตขนาดใหญ่ทั่วโลก ตัวอย่างที่ใกล้ตัวที่สุด คือ บริษัทรถยนต์ข้ามชาติ ซึ่งผลิตรถยนต์รุ่นหนึ่งปีละหลายแสนคัน เพื่อให้ต้นทุนการผลิตต่ำที่สุด ทำให้ปัจจุบันมีบริษัทรถยนต์ขนาดใหญ่เพียงสิบกว่าบริษัทและยากที่จะเห็นบริษัทรถยนต์ขนาดเล็กสามารถมาแข่งขันได้

ในยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ The Economist กล่าวถึงว่า กำลังจะเกิดขึ้นในปัจจุบันนั้นเป็นการผลิตที่นำเอาเทคโนโลยีมาปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตและการตลาดครั้งใหญ่ โดยในอนาคต Economist เชื่อว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงจาก Economy of Scale เป็น Economy of Speed และจาก Mass Production เป็น Mass Customization แปลว่าการผลิตในอนาคตจะเป็นการผลิตที่ไม่ต้องผลิตจำนวนมาซ้ำซาก แต่จะสามารถผลิตสินค้าที่มีความแตกต่างกัน ตรงตามความต้องการของลูกค้าทุกคนทุกประการ นอกจากนั้น เนื่องจากปริมาณการผลิตต่อโรงงานไม่สูงมาก ก็แปลว่าสามารถที่จะลดขนาดโรงงานลงและที่สำคัญจะต้องย้ายโรงงานไปตั้งอยู่กับฐานลูกค้าในแต่ตลาดเพื่อที่จะสามารถตอบสนองความต้องการที่ปรับเปลี่ยนไปของผู้บริโภคในแต่ละตลาดได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ”

นั่นเป็นบางส่วนของบทความ ที่บรรยายถึง การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 ที่่อ้างอิงถึงบทความจากหนังสือ The Economist ซึ่งเทคโนโลยีที่ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญในเรื่องนี่ก็คือ 3D Printer ซึ่งที่จริงแล้วบทความนี้กล่าวถึง 3D Printer ด้วยแต่จะพูดอ้างอิงเชิงเศรษฐศาสตร์เป็นส่วนใหญ่

3D Printer

เทคโนโลยี 3D Printer เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายปี 1960 แต่สามารถนำมาใช้จริงได้ประมาณปี 1980 ซึ่งในช่วงแรกๆ จะใช้ในงานวิจัยและชื่อที่เรียกกันในยุคนั้นก็คือ Rapid Prototyping หรือเทคโนโลยีการขึ้นต้นแบบรวดเร็ว โดยหลักก็คือนำเอาเทคโนโลยีนี้มาใช้ทำชิ้นงานต้นแบบอย่างรวดเร็ว (โดยไม่ไปทำแม่พิมพ์เพื่อผ่านกระบวนการขึ้นรูปใดๆ) เห็นมั้ยครับฟังดูเหมือนว่าคนที่คิดค้นและใช้งานในยุคก่อนก็ยังไม่เห็นภาพว่าสิ่่งนี้จะทำให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 ใดๆ เลย แล้วภาพนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

 

ปี 1996 เป็นช่วงที่มีการพัฒนาเทคโนโลยี Rapid Prototype อย่างมา เครื่อง Rapid Prototyping มีราคาถูกลงและเริ่มมีการบัญญัติคำใหม่ก็คือ 3D Printer และต่อมาก็มีการใช้ชื่อ Additive Manufacturing ซึ่งเหมือนกับเป็นการบอกว่านี่คือกระบวนการผลิตรูปแบบหนึ่ง (Manufacturing Process) นั่นเอง ซึ่งผมเองก็เริ่มได้ยินบ่อยขึ้นโดยเฉพาะเมื่อกลางปี 2013 ที่ผ่านมา ท่านประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ท่าน บารัค โอบาม่า ได้พูดในสภาคองเกรสว่า 3d printing และ กระบวนการผลิตที่ไฮเทคจะเป็นแม่เหล็กที่จะดูดเอาตำแหน่งงานกลับเข้าสู่สหรัฐอเมริกา

 

Subtractive Manufacturing และ Additive Manufacturing

บทความนี้ผมจะไม่ลงลึกถึงเทคนิคและการทำงานของ 3D Printer แต่อยากจะให้รู้ถึงแนวโน้มของ 3D Printer หรือ Additive Manufacturing ที่จะพัฒนาต่อไปในอนาคตมากกว่า แต่ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจ Concept ของ Subtractive Manufacturing และ Additive Manufacturingก่อนดีกว่าครับ

 

การผลิตแบบ Subtract หรือการลบออก เอาออก เป็นกระบวนการของการเริ่มต้นด้วยวัสดุที่เป็นก้อนตัน และ เลือกลบสิ่งที่ไม่จำเป็น จนรูปสุดท้ายที่โผล่ออกมากระบวนการนี้จะอธิบายได้ง่าย ยกตัวอย่างเช่น การแกะสลักรูปปั้นหินอ่อนของ Michelangelo ศิลปินที่มีชื่อเสียง เมื่อถามว่า สมเด็จพระสันตะปาปา ถามถึงวิธีการที่เขาทำรูปปั้นของ เดวิด จนเหมือนมีชีวิตที่งดงามของเขา Michelangelo ตอบว่า “ผมก็ลบทุกอย่างที่ไม่ได้มีลักษณะเหมือน เดวิด ออกไปจากก้อนหินซะก็เท่านั้นเอง” ซึ่งในปจัจจุบันเราพบกระบวนการเหล่านี้เป็นปกติ เช่น กลึง กัด ไส เจาะ ทั่วๆ ไป

แต่การผลิตแบบ Additive เป็นกระบวนการผลิต โดยการเพิ่มวัสดุเข้าไปเติมที่ละชั้นทีละชั้นจนเป็นชิ้นงานที่ต้องการ โดยรูปแบบของชั้นบางๆ ในแต่ละชั้นได้มาจากการประมวลผลจากโมเดล 3 มิติที่เราออกแบบในโปรแกรม CAD กระบวนการนี้ ช่วยลดเวลาค่าใช้จ่าย ในการผลิตชิ้นงานที่มีความเป็น Unique หรือความเป็นเฉพาะตัวสูง

อนาคต

นอกจากปัจจุบันที่บริษัทผู้ผลิต 3D Printer ชั้นนำอย่าง Stratasys นำเสนอเครื่่อง Fortus มาใช้ผลิต Jig&Fixture หรือ Tool ต่างๆ แบบรวดเร็ว และลดขั้นตอนการผลิตแล้ว ซึ่งเป็นการใช้งานในอุตสาหกรรมอย่างแพร่หลาย ปัจจุบันยังมีการนำไปช่วยด้านการแพทย์ ร่วมกับเครื่อง CT Scan

นอกจากนี้ยังมีการนำเอา 3D printer มาผลิตสินค้า เช่น เครื่องดนตรี, อุปกรณ์เสริมโทรศัพท์มือถือ เช่น Case iPhone จนกระทั่งชุดชั้นใน ยังมีการคาดการในอนาคตอีกว่าจะมีการพัฒนาต่อไปอีก ตัวอย่างเช่น
• การซื้อของที่ต้องการ ณ จุดผลิตโดยสามารถปรับแต่งรูปแบบสินค้าตามความต้องการก่อนที่เราจะ (Customize Manufacturing)
• การส่งชิ้นงาน 3 มิติแบบไร้สายหรือ 3D Fax โดยผู้ส่งแค่ Upload ข้อมูล CAD
• การ Shopping Online จะไม่จำกัดอยู่แค่ข้อมูล ภาพ เสียง หรือ VDO แต่เราสามารถซื้อของได้ ตัวอย่างเช่น อะไหล่หรืออปุกรณ์ Gadget ต่างๆ ซึ่ง 3D Printer จะผลิตให้เราที่บ้าน หลังจาก Download ข้อมูล 3 มิติเสร็จ
• การผลิตแบบ On Demand เช่น อาจตั้งโปรแกรมให้ 3D Printer พิมพ์แปรงสีฟันที่เหมาะกับรูปปากของคุณ โดยใช้ข้อมูลใน Server ทุกๆ 3 เดือนเพื่อให้คุณได้ใช้แปรงที่ใหม่อยู่เสมอ

ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

ข่าวร้าย

ผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุด มาจากจำนวนตำแหน่งงาน กับงานที่เทคโนโลยี 3D Printer จะทำให้ล้าสมัยและเข้ามาทดแทน สิ่งที่จะกลายเป็นปัญหาระหว่างประเทศ คือการนำเข้าส่งออกที่จะลดลง เพราะต่อไปเราไม่จำเป็นต้องนำเข้าของจริงจากประเทศผู้ผลิต เราเพียงแต่ Download สินค้าที่เราต้องการเท่านั้น หมายความว่าเราไม่จำเป็นที่จะต้องมีระบบการผลิตและห่วงโซ่การกระจายสินค้าแบบเดิมๆ อีกต่อไป

การผลิตแบบ Mass Production จะไม่เป็นที่ต้องการ ในขณะที่เราจะผลิตเฉพาะสิ่งที่เราต้องการ ในสิ่งที่เราจำเป็นต้องใช้มันเท่านั้น โกดังเต็มรูปแบบ การเก็บสต็อกสินค้าและอะไหล่ต่างๆ จำนวนมากจะไม่จำเป็น การทำ Packaging การขนส่งสินค้าด้วยวิธีต่างๆ ผู้จัดจำหน่ายสินค้าและผู้ค้าปลีก จะถูกลดบทบาทไป

ข่าวดี

ใน ‘ข่าวร้าย’ ยังคงมีสิ่งต่างๆ จำนวนมากที่จะได้รับผลกระทบด้านบวกจาก 3D Printer เกี่ยวกับเศรษฐกิจโลก แม้ว่าหลายประตูดูเหมือนจะปิด สำหรับคนที่กำลังมองหางานเทคโนโลยีนี้ นำความคิดใหม่และวิธีการในการทำงาน ด้วยโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ เมื่ออินเทอร์เน็ตเปลี่ยนจากการเป็นเครื่องมือที่จะใช้ส่งอีเมลล์ กลายเป็นสถานที่ช้อปปิ้งที่บ้าน นำไปสู่การถดถอยของการค้าปลีก ซึ่งนำไปสู่การหดหายจำนวนมากของตำแหน่งงาน ธุรกิจขนาดใหญ่หลายแห่งเกิดผลกระทบและบางส่วนมีการปิดกิจการ

สิ่งที่อินเทอร์เน็ตทำให้เกิดผลกระทบด้านบวก เช่น ธุรกิจการสร้างออกแบบ Website, Online Marketing การตลาดอินเทอร์เน็ต, ช่างเทคนิค, โซเชียลมีเดีย, บล็อก จะเฟื่องฟู คนหลายล้านคนจะทำงาน Online ผลิตภัณฑ์เนื้อหาหรือบริการ และระบบหมุนเวียนทางเศษฐกิจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง การใช้จ่ายหลายพันล้านดอลล่าร์จะเกิดขึ้นชั่วข้ามคืน จากการที่ระบบเศษฐกิจแบบไม่มีเวลาปิดเปิด
อีกหนึ่งอาชีพที่จะได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางคือ อาชีพ Designer ที่ออกแบบด้วยโปรแกรม 3 มิติเพราะคุณจะได้ขายผลิตภัณฑ์ที่คุณออกแบบได้ไม่ว่าคุณจะทำงานอยู่ที่ไหน แค่ Upload สินค้าที่คุณต้องการให้ลูกค้าหรือร้านค้า Online อย่าง www.shapeways.com เป็นต้น

ที่กล่าวมาทั้งหมดก็ได้รวบรวมข้อมูลจากหลายๆ ด้าน ถึงสิ่งที่ผู้ที่พัฒนาและคิดค้นมองไปข้างหน้า แต่ใครจะรู้ว่าเมื่อไรมันจะมาถึง “การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3”
BY…Prakit L.

 

Cr. https://www.applicadthai.com

3D PRINTING นวัตกรรมพลิกโลก

พิมพ์วัตถุใช้เอง?

3D Printing คือกระบวนการผลิตรูปแบบหนึ่งซึ่งนำวัตถุดิบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพลาสติก โลหะ ฯลฯ มาขึ้นรูปชิ้นงานทีละชั้นจนได้เป็นรูปทรงที่สามารถจับต้องได้ โดยสิ่งที่ผู้ใช้จะต้องมีคือเครื่องพิมพ์ระบบสามมิติ (3D Printer) วัตถุดิบ และพิมพ์เขียวของวัตถุที่เราต้องการ “พิมพ์” ออกมา ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบไฟล์ CAD (Computer Aided Design) หรือไฟล์ 3D Scanner

จะว่าไปเทคนิค 3D Printing ก็ไม่ใช่ของใหม่นัก เพราะได้มีการใช้ในแวดวงอุตสาหกรรมสำหรับกระบวนการ Rapid prototyping หรือการทำต้นแบบรวดเร็ว  มาตั้งแต่ยุคทศวรรษ 1980 แล้ว โดยอีกชื่อหนึ่งที่อาจเคยได้ยินในแวดวงวิศวกรรมเครื่องกลคือ Additive Manufacturing (AM) หรือการขึ้นรูปชิ้นงานด้วยการเติมเนื้อวัสดุเข้าไป ซึ่งจะต่างจากการผลิตแบบสกัดเนื้อวัสดุออกหรือ Subtractive Manufacturing (SM) อย่างเช่น การกลึง เจาะ ไส หรือเจียรไน เป็นต้น เพราะฉะนั้นอาจกล่าวได้ว่า 3D Printing ก็คือกระบวนการที่เป็นลูกพี่ลูกน้องของเทคนิคดังกล่าวนั่นเอง

ขั้นตอนการทำงานของ 3D Printing สามารถแบ่งได้เป็นสามส่วนใหญ่ๆ ด้วยกันคือ 1. ขั้นแรกจะต้องทำการสร้างรูปแบบจำลองสามมิติจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ประเภท CAD/CAM หรือทำการสแกนวัตถุแบบสามมิติให้ได้รูปทรงของวัตถุออกมา 2. นำข้อมูลที่ได้มาใส่เครื่องพิมพ์สามมิติ และ 3. ปล่อยให้ระบบสร้างวัตถุขึ้น โดยเริ่มจากชั้นล่างสุดค่อยๆ ขึ้นมาเหมือนกับการสร้างพีระมิดนั่นเอง สำหรับเวลาที่ใช้นั้นก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความซับซ้อนของงาน หรือความเร็วของเครื่องพิมพ์ ซึ่งอาจกินเวลาตั้งแต่หลายนาทีไปจนถึงหลายชั่วโมง

ภาพตัวอย่างวัตถุที่ได้จากการพิมพ์แบบสามมิติ
ประโยชน์ของ 3D Printing

ประโยชน์ของ 3D Printing ที่เห็นได้ชัดเจนมากสุดก็คือ เปิดโอกาสให้นักออกแบบสามารถเห็นโมเดลสามมิติที่ตนออกแบบได้ในทันที ทำให้สามารถแก้ไขข้อผิดพลาดได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องเสียเวลาว่าจ้างผู้ผลิตรายอื่น จึงถือว่าเป็นการประหยัดต้นทุนอีกทางหนึ่ง สำหรับเจ้าของโรงงานเองก็สามารถผลิตสินค้าเท่าที่มีการสั่งซื้อ ทำให้ตัดประเด็นเรื่อง “การประหยัดทางขนาด” (economy of scale) เพื่อลดต้นทุนการผลิตลงไปได้ อีกทั้งยังช่วยประหยัดพื้นที่จัดเก็บสินค้า และประหยัดต้นทุนได้มากกว่าเมื่อเทียบกับกระบวนการ SM ที่เราต้องเสียวัตถุดิบระหว่างการผลิตมาก ด้านผู้บริโภคก็ได้รับประโยชน์ในแง่ที่ว่าคนที่อยู่ห่างไกลจะสามารถผลิตวัตถุขึ้นใช้เองได้โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางเข้ามายังตัวเมือง เพียงแค่ดาวน์โหลดพิมพ์เขียวจากอินเทอร์เน็ตก็สามารถสร้างวัตถุขึ้นใช้ได้เอง

แต่เดิมเทคนิค 3D Printing มักถูกใช้เพียงเพื่อสร้างวัตถุต้นแบบจากโมเดลสามมิติ แต่ในปัจจุบันเราก็ได้เริ่มเห็นการใช้งานเพื่อสร้างวัตถุเพื่อใช้งานจริงกันมากขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการผลิตโมเดลของเล่น เครื่องประดับ เฟอร์นิเจอร์แบบง่ายๆ ไปจนถึงชิ้นส่วนรถยนต์และเครื่องบิน นอกจากนั้นยังมีแนวโน้มที่จะนำไปประยุกต์ใช้อีกหลายด้าน ทั้งการสร้างรูปปั้นสำหรับบรรดาศิลปิน การสร้างโมเดลของวัตถุโบราณที่บุบสลาย ด้านประโยชน์ด้านการแพทย์ก็มี เช่นการทำขาเทียม ฟันปลอม กระดูก หรือในอนาคตเราก็อาจสามารถสร้างเซลล์ของอวัยวะได้จากระบบการพิมพ์สามมิตินี้

Z Corp 013004

ภาพหัวกะโหลกนี้สร้างมาจากเทคนิค 3D Printing เห็นได้ชัดว่าการนำมาใช้ด้านการแพทย์คงไม่ไกลเกินเอื้อม

และที่ไม่น่าเชื่อแต่ว่าเป็นไปแล้วก็คือ การทำอาหาร! โดยเฉพาะการขึ้นรูปวัตถุของแข็งกึ่งเหลว เช่น การทำชีส ไอซ์ซิ่ง หรือช็อคโกเลตให้เป็นวัตถุต่างๆ ตามต้องการ โดยตอนนี้ French Culinary Institute กำลังศึกษาระบบ 3D Printing เสรี (open-source) ที่พัฒนาโดยมหาวิทยาลัย Cornell ในเว็บไซต์ Fab@Home เพื่อสร้างเมนูอาหารให้แปลกตาไม่เหมือนใคร ส่วนทางสถาบัน MIT ก็ได้สร้างเครื่องพิมพ์สามมิติสำหรับการทำอาหารที่มีชื่อว่า Cornucopia ด้วยเช่นกัน

อนาคตของ 3D Printing

3D Printing เปิดโอกาสให้เราทำสิ่งที่เราไม่เคยทำได้มาก่อน รวมทั้งอาจก่อให้เกิดผลกระทบตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยนักวิเคราะห์หลายรายชี้ว่าผลกระทบที่ตามมานั้นอาจมากมายไม่ต่างจากสิ่งที่เครื่องจักรไอน้ำเคยก่อให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม หรือไมโครชิพก่อให้เกิดการปฏิวัติดิจิตัล แต่ก่อนที่เราจะไปถึงจุดนั้น 3D Printing ยังคงต้องเผชิญกับอุปสรรคหลายอย่างด้วยกัน

เริ่มจาก ราคาซึ่งยังนับว่าแพงมาก โดยเฉพาะเครื่ิองพิมพ์สามมิติคุณภาพสูงสำหรับใช้ในงานอุตสาหกรรม ส่วนเครื่องพิมพ์ที่สามารถใช้ตามบ้านได้นั้นก็ยังได้งานที่ค่อนข้างดิบ ทำงานช้า รองรับวัตถุดิบได้้น้อย และอาจยังไม่สามารถสร้างวัตถุที่มีความซับซ้อนพอจะสามารถนำมาใช้งานอะไรจริงจงั แต่ข้อจำกัดดังกล่าวก็อาจถูกทำลายลงได้ เช่นราคาขายที่มีแนวโน้มถูกลงเรื่อยๆ เนื่องจากเริ่มเป็นธุรกิจที่มีผู้คนให้ความสนใจ เกิดผู้เล่นรายใหม่มากมาย และการที่โครงการเครื่องพิมพ์สามมิติหลายรายถูกปล่อยพัฒนาอย่างเสรีก็ทำให้เกิดชุมชุนผู้ใช้เพิ่มขึ้น ส่งผลดีให้เคยไอเดียและแนวคิดใหม่ที่สามารถนำไปต่อยอดของเดิม

หากเราสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดตรงนี้ไปได้ อนาคตของ 3D Printing ก็นับว่าสดใส ลองคิดดูว่าจะดีแค่ไหนหากว่าผู้ผลิตสามารถลดต้นทุนการผลิตชิ้นส่วนประกอบต่างๆ ลงไปได้ด้วยการพิมพ์ออกมาใช้งานเองโดยไม่ต้องว่าจ้างโรงงานจากต่างแดน รวมทั้งช่วยลดความเสี่ยงสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยที่เพิ่งเริ่มกิจการ สามารถลองผิดลองถูกผลิตแบบสิ่งของตามที่ลูกค้าสั่งได้ เมื่อทุกอย่างลงตัวก็ค่อยเริ่มเข้าสู่กระบวนการผลิตเป็นจำนวนมากแบบดั้งเดิมต่อไป ส่วนผู้บริโภคเองต่อไปก็อาจไม่ต้องเสียเวลาเดินทางเพื่อซื้อของใช้เล็กๆ น้อยๆ สามารถซ่อมแซมอุปกรณ์ที่ต้องใช้ชิ้นส่วนต่างๆ ได้เอง เพียงแค่ดาวน์โหลดพิมพ์เขียวลงเครื่อง แล้วก็ “พิมพ์” ออกมา

ดังนั้นคำว่า “ปฏิวัติ” อาจอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

 

บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร e-commerce ฉบับที่ 161 ประจำเดือนพฤษภาคม 2555

อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์กับการใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติในการสร้างชิ้นงานต้นแบบ

ในปัจจุบันเทคโนโลยีของเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ได้มีส่วนสำคัญอย่างมากในอุตสาหกรรมบ้านเราหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นงานต้นแบบ หรือ การใช้ Prototype เพราะในสมัยก่อน การที่เราจะขึ้นชิ้นงานต้นแบบได้นั้น ต้องร่างบนกระดาษหรือบนคอมพิวเตอร์ อีกทั้งยังไม่สามารถจับต้องชิ้นงานได้ แต่ใน ณ ปัจจุบันเทคโนโลยีเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ได้เข้ามาช่วยให้การสร้างชิ้นงานนั้น ทำได้ง่ายขึ้นและยังสามารถทำให้ผู้ออกแบบสามารถตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไขแบบให้สมบูรณ์ ก่อนส่งต่อไปยังกระบวนการผลิต เพื่อผลิตขึ้นเป็นชิ้นงานจริง

ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมานี้ หลายบริษัทชั้นนำของโลก ได้เริ่มหันมาใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติในการออกแบบบรรจุภัณฑ์ต้นแบบ อาทิ เช่น กลุ่มบริษัท Unilever ที่นำเทคโนโลยี 3 มิติมาใช้ในการออกแบบบรรจุภัณฑ์ต้นแบบ ซึ่งนอกจากจะลดระยะเวลาการผลิตได้ถึงร้อยละ 40 แล้ว ยังสามารถช่วยให้บริษัทฯ ออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้รวดเร็วยิ่งชึ้น

ผู้เชี่ยวชาญได้ อธิบายถึงประโยชน์ของการใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติ ในการทำชิ้นงานต้นแบบว่าช่วยประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย โดยต่างจากเมื่อก่อนเวลาจะสร้างงานต้นแบบต้องจ้างบริษัทที่รับฉีดพลาสติกเพื่อทำการขึ้นรูปชิ้นงานแต่ตอนนี้สามารถใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติสร้างงานต้นแบบขึ้นได้เองและสามารถหาจุดบกพร่องของชิ้นงานเพื่อแก้ไขงานได้ตามต้องการ

เทคโนโลยี 3 มิติ นอกจากจะช่วยให้ผู้ผลิต สามารถนําผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้นแล้ว ยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการผลิต เพราะเพียงแค่ออกแบบผลิตภัณฑ์ในรูปของไฟล์ 3D เสร็จก็สามารถส่งพิมพ์ หรือสั่งพิมพ์งานเป็นต้นแบบได้เลย จากเดิมที่กว่าจะได้เห็นชิ้นงานจริงต้องผ่านขั้นตอน การออกแบบและสร้างแม่พิมพ์ เพื่อเป็นแบบหล่อในโรงงานผลิต ก่อนจะปรับแก้ไขจนได้แม่พิมพ์สมบูรณ์  ซึ่งอาจใช้เวลาเป็นเดือนเพราะชิ้นงานที่ผลิตได้อาจไม่ตรงตามความต้องการของผู้ออกแบบ

จนถึงตอนนี้ในประเทศไทย ได้มีหลายๆ บริษัทฯ เริ่มนำเทคโนโลยีเครื่องพิมพ์ 3 มิติเข้ามาใช้กันอย่างแพร่หลาย เพราะตัวเครื่องสามารถตอบโจทย์ผู้ใช้ได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็นสร้างชิ้นงานต้นแบบ,สร้างpartชิ้นส่วนต่างๆที่เกิดการชำรุดขึ้นมาใหม่ เป็นต้น.

Saxophone ปริ้นท์จาก 3D Printer

Case Study วันนี้!!

Saxophone ปริ้นท์จาก 3D Printer ครับ สามารถนำมาเป่าได้ใช้งานได้จริง เวลาผลิต 1-2 สัปดาห์ , วัสดุ ABS

Production time : 1 week
Material : ABS
สามารถใส่กับลิ้นเพื่อเป่าใช้งานจริงได้
Credit : Vibrato

สนใจติดต่อ แรบบิท โปรโตไทป์ ได้เลยครับบ 02-744-9874-5

saxophone-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b9%8c%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81-3d-printer

 

Believe??….we can print it !!

เราไม่สามารถปฎิเสธได้เลยว่า 70 – 80 % ในการดำรงชีวิตของเราทุกวันนี้ เทคโนโลยีก็เปรียบเหมือนเครื่องมืออันสำคัญที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้กับชีวิตความเป็นอยู่ ซึ่งในปัจจุบันมีการแข่งขันกันสูงมาก ทั้งนี้ผมมองการใช้ชีวิตว่าอะไรๆ ที่ทำได้ง่าย ใช้เวลาน้อย แถมถ้าขั้นตอนสะดวกก็ยิ่งดี ซึ่งนั่นจะช่วยตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้มากยิ่งขึ้น เพราะในมุมมองของการแข่งขันแล้ว ไม่มีใครรอใคร ใครไวใครได้ คนที่ปรับตัวเร็วที่สุดก็จะได้เปรียบมากที่สุด

วันนี้ผมขอพูดถึงเรื่องการนำเทคโนโลยีมาใช้กับเรื่องใกล้ๆ ตัว ที่ทำให้ชีวิตของคุณง่ายขึ้น หลายท่านคงรู้จักกับเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ (3D Printing) เทคโนโลยีที่เนรมิตจินตนาการให้กลายเป็นชิ้นงานต้นแบบจริงได้ในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง คิดอะไรก็สามารถปริ้นท์ได้แบบนั้น ทำให้ความคิดไม่ใช่เป็นเพียงแค่ความคิด แต่เป็นความจริงที่สามารถต่อยอดได้

และผมจะพาทุกท่านมาดูขั้นตอนทั้งหมดของการใช้เทคโนโลยีจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ (3D Printer) ในการสร้างโมเดลหุ่นจำลองกันครับ โดยวิธีการเริ่มต้นจากการ Download ไฟล์งานที่เป็น 3D Modeling จากแหล่งต่างๆ ที่มีทั้งแจกให้เราสามารถโหลดได้ฟรี และแบบเสียเงิน หรือซื้อไฟล์ 3 มิติ มาเพื่อทำการปริ้นท์ด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ จากนั้นเมื่อได้งานจริงออกมาเราจะไปทำสีให้ดูเป็นงานที่สมจริงมากขึ้น

สำหรับโมเดลที่นำเสนอในครั้งนี้ ผมจะเริ่มจากการ Download ไฟล์งานที่เป็น 3D Modeling จากเว็บไซต์ที่เป็นการแชร์ให้โหลดได้ฟรีครับ

3D Modeling

เมื่อได้ไฟล์ 3 มิติ มาแล้วเราก็จะทำการสั่งพิมพ์ในแบบ 3 มิติ ซึ่งเป็นวิธีการที่ง่ายและสามารถสร้างรูปทรงของงานได้แบบไม่จำกัด

3D Printer

เริ่มจากการเตรียมไฟล์ปริ้นท์ด้วยโปรแกรมของเครื่องพิมพ์จาก Stratasys

3D Printer

หลังจากปริ้นท์งานเสร็จแล้ว ต้องทำการกำจัดวัสดุ Support ออกจากชิ้นงาน จากนั้นก็พร้อมสำหรับขั้นตอนถัดไป

3D Printer

3D Printer

คราวนี้ก็มาสู่ขั้นตอนการทำสีให้กับตัวโมเดล โดยเราจะเริ่มจากการพ่นสีรองพื้น เพื่อเตรียมผิวงานก่อน

3D Printer

จากนั้นก็ลงสีจริงให้กับโมเดลได้ตามใจชอบ ซึ่งในบางจุดที่ต้องการปิดไม่ให้โดนสีอื่นก็ใช้เทปกาวหรือกระดาษมาปิดไว้

3D Printer

พอใสสีลงไปก็ทำให้งานจากแค่ก้อนเรียบๆ สีเดียว กลายเป็นโมเดล Action Figure ที่ดูสมจริงมากขึ้น

3D Printer

คราวนี้ก็เอาไปวางโชว์อวดเพื่อนๆ ได้แล้วขั้นตอนไม่ยากเลยใช่ไหมครับ เพียงแค่นี้เราก็สามารถมีชิ้นงานเป็นของตัวเองได้ง่ายๆ

Suchon

บทความ : สุชนม์ โพธิ์พริก

Cr.applicadthai.com

สร้างบ้าน 10 หลัง ใน 1 วันด้วย 3D Printer คุณคิดว่าทำได้จริงมั้ย?

A Chinese company is using 3D-printed blocks to build cheap and quickly assembled houses as a possible solution to the urgent problem of modernizing housing conditions in Chinese villages. The blocks are made from a mixture of sand, concrete and glass fiber, materials processed from common construction waste, which is pumped layer after layer through the top of a 6.6-meter-tall, 32-meter-long industrial printer.

นวัตกรรม เทคโนโลยี และชีวิต

สวัสดีครับ People Talk ในวันนี้ก็อยากจะพูดเรื่อง ของ นวัตกรรม เทคโนโลยี และ ชีวิต

ที่อยากจะพูดเรื่องนี้ก็เพราะว่าผมเองเหมือนทุก ท่านที่เกิดและเจริญเติบโตขึ้นมาในช่วงชีวิตที่มีการพัฒนาการทางด้าน เทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างรวดเร็วมาก จนกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ประจำวัน หรือไลฟ์สไตล์อย่างมาก หลายๆ อย่างเป็นผลกระทบด้านดี แต่หลายครั้งก็มีคนนำไปใช้ในทางที่ไม่ดี

อย่างเช่นใครจะรู้บ้างว่าคนเราเกิดมาชีวิตหนึ่งจะมีลูกได้ซักกี่คน แต่นาย ชิตาเกะ (ชื่ออย่างกับเห็ดเลยครับ)
ได้ใช้เทคโนโลยีเพื่อผลิตลูกให้ตัวเองโดยตั้งเป้าไว้ที่ 1000 คน แหมปกติอยากมีลูกพันคนนี่ ต้องลงแรงจนอาจถึงแก่ชีวิตได้เลยนะครับ แต่เทคโนโลยีช่วยให้เกิดขึ้นได้ โดยผมคิดว่าผู้ที่พัฒนาเทคโนโลยีนี้คิดค้นเพื่อผู้ที่มีบุตรยากหรือมีไม่ได้ ในสภาวะปกติ ไม่ได้ตั้งใจที่จะให้นาย ชิตาเกะ เอามาใช้แบบนี้ เห็นไหมครับเทคโนโลยีทำกับเราอย่างนี้เสมอ อะไรที่เป็นเรื่องเพ้อฝันในอดีต ก็อาจเป็นเรื่องปกติในปัจจุบันหรืออนาคตอันใกล้ก็ได้

แต่ที่ผมรู้สึกมากกว่านั้นคือนับวันการที่เทคโนโลยีมันพัฒนาอย่างรวดเร็ว มันมีผลกระทบกับไลฟ์สไตล์เรามากยิ่งขึ้น เร็วยิ่งขึ้น เพราะในขณะเวลาหนึ่งมีคนมากมายในโลกนี้กำลังสร้างนวัตกรรมอย่างนับไม่ถ้วน เลยครับ และที่สำคัญนวัตกรรมต่างๆ ที่คิดขึ้นมาจากนักประดิษฐ์มากมายบนโลกนี้ มันเกื้อกูลซึ่งกันและกันอย่าง เช่น

มีผู้ที่คิดค้นการสื่อสารแบบไร้สายด้วยวิธีต่างๆ มากมาย และในเวลาเดียวกันก็มีผู้คิดค้นเซ็นเซอร์ตรวจจับความผิดปกติในระบบต่างๆ ของร่างกาย และก็ในขณะเดียวกันก็มีเทคโนโลยีการติดตามตัวโดยใช้ GPS และแผนที่ online ซึ่งเมื่อนำเอาทุกๆเทคโนโลยีมารวมกันก็อาจเกิดนวัตกรรมการให้บริการทาง สุขภาพแบบสายฟ้าแลบ คือ โรงพยาบาลที่ให้บริการท่าน จะนำเอาเซ็นเซอร์ติดตัวลูกค้าและมอนิเตอร์สุขภาพร่างกายอยู่ที่โรงพยาบาลโดย ที่ตัวท่านเองใช้ชีวิตปกติอยู่ที่บ้านหรือที่ไหนๆ ก็ได้โดยจะส่งสัญญาณจากเซ็นเซอร์ในร่างกายผ่านระบบสื่อสารแบบไร้สายกลับไป ที่โรงพยาบาล เรียกว่า ดูแลสุขภาพกัน 24 ชม.เลยที่เดียวครับ และเมื่อใดถ้าท่านเกิดผิดปกติคือแค่อาจรู้สึกเวียนหัวเล็กน้อย แต่ไอ้เซ็นเซอร์ตรวจจับได้ว่าเลือดกำลังไปเลี้ยงสมองไม่พอและอาจเกิดอันตราย จนถึงแก่ชีวิตได้ทางโรงพายบาลก็จะส่งทีมฉุกเฉินไปหาท่านโดยดูว่าท่านอยู่ที่ ใดจากระบบ GPS และแผนที่โดยที่ท่านไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

ซึ่งถ้าสมมุติว่าถ้ามีนวัตกรรมแบบนี้เกิดขึ้นจริง มันก็จะส่งผลกับการใช้ชีวิตของเรา เช่น เย็นวันศุกร์ขณะที่ท่านกำลัง ก๋งเหล้ากับเพื่อนที่พับแห่งหนึ่ง อาจมีโทรศัพท์จากหมอโทรหาท่าน แล้วบอกว่าระดับแอลกอฮอล์ท่านกำลังสูงเกินไป รบกวนหยุดกิจกรรมที่ทำแล้วกลับบ้านพักผ่อนซะ เป็นต้น

อย่างการขายของ online ก็เป็นการนำเอานวัตกรรมหรือเทคโนโลยี internet มาประยุกต์ใช้จน ทำให้เกิดไลฟ์สไตล์แบบใหม่ขึ้นมา ผลักดันให้คนทำงานหรือโหยหางานอิสระมากขึ้น นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ลองมองดูการวิวัฒนาการของเทคโนโลยีที่กำลังเป็นที่สนใจและเริ่มแพร่ หลายอย่าง 3D Printer ที่สามารถสร้างชิ้นงาน 3 มิติได้จากการออกแบบของคุณเอง ซึ่งปัจจุบันในระดับอุตสาหกรรมได้มีการนำไปใช้อย่างจริงจังแล้วนั้น ถูกพัฒนาจนกลายเป็นเครื่องมือผลิตสินค้าที่ตั้งอยู่ในบ้านของคุณเอง จากการออกแบบของคุณเอง และคุณก็สามารถขายได้บน Website ของคุณ ผมว่า “Micro Digital Factory” อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม ผมว่าเราได้เห็นในชาตินี้แน่นอนครับ

ประกิจ เหล่าบุญเจริญ

 

ที่มารูปภาพ : freestockphotos , consumerinstinct , blog.smartbear

Page 1 of 512345