Video

New Standard in Stone Model Resolution and Appearance, with VeroDentPlus 3D Printing Material

verodentplus, 3d printing dental materialStratasys announced today the immediate availability of its latest material for 3D printing of dental and orthodontics models. The new material, VeroDentPlus MED690, expands Stratasys’ growing family of dental materials, offering high accuracy, dimensional stability and high resolution.

verodentplus, polyjet 3d printing, 3d printing dental model

“The dental market requires the highest standard in precision and appearance of 3D printed stone models,” said Avi Cohen, director of global dental at Stratasys. “The introduction of VeroDentPlus MED690 is part of our continuing commitment to setting that standard.”

The VeroDentPlus MED690 is optimized for printing models for crowns, bridges, implants, and orthodontic appliances. The modeling data can be obtained from any intra-oral, impression, or plaster scanner and then 3D printed with fine 16-micron layers on the Stratasys Objet EdenV line of 3D Printers.

As you can see in the images below, by providing high accuracy and precision together with a high-opacity and dental stone appearance, VeroDentPlus MED690 enables outstanding visualization of details in the 3D printed dental models.

Stratasys VeroDentPlus MED690 dental material provides the winning combination of accuracy, precision, durability, and economic production!

 

Cr. blog.stratasys.com

3D Printed Speakers with an LED Lightshow

connex-led-speakersA three-person engineering team from Autodesk is getting loads of attention for their amazing creation: 3D printed audio speakers, embedded with LED lights that use an app from startup LumiGeek to react to changes in sound. A multi-material Objet Connex500 3D printer by Stratasys turned this idea into reality.

The speakers are aesthetically pleasing, offer good sound quality and are completely portable. The base of the speakers (used to house the speaker component) was 3D printed in TangoBlackPlus, a rubber-like black material that is both strong and flexible. The “crystal” pieces that house the LED lights were printed in VeroClear, a rigid transparent material and perfect for LumiGeek’s audioreactive LED light show.

 

This clip from Wired shows how the 3D printed speakers were combined with LEDs.

Atherton also posted the plans for the 3D printed speakers (as globes or other shape variations) onInstructables and his own video of the speakers in action.

Cr.blog.stratasys.com

Self Cleaning Fish Tank That Grows Food – Prototyped on Objet Connex!

acquaponics1

Fathom is a California-based product development company with their very own Objet Connex500 and Eden260 3D printers.

Just a few days ago they very kindly shared with us a great story about a project called ‘Back to the Roots’. Founded by two graduates, Alejandro Velez & Nikhil Arora, the project has developed a home farming aquaponics system. Essentially, they’ve created a very domesticated self-cleaning fish tank that has the added benefit of growing food fit for us humans to eat!

The entire tank and hood of the system was prototoyped on the Objet Connex multi-material 3D printer using the VeroClear transparent material for the aquarium body and the VeroWhitePlusmaterial for the hood.

Take a look at the video below for the full story as told by Alejandro and Nikhil themselves (in the second half of the film):

 

Cr. blog.stratasys.com

ปริ้นท์บ้านด้วยเทคโนโลยี 3D printer

หลายท่านคงเคยได้ยินที่มีคนพูดถึงการใช้เทคโนโลยี 3D printer มาใช้ในการปริ้นท์บ้านที่ใช้อยู่อาศัยกัน ซึ่งแน่นอนมันยังคงเป็นแนวคิดและจินตนาการของนักประดิษฐ์ทั้งหลาย แต่ในปัจจุบัน แนวคิดเหล่านั้นได้เริ่มแตกออกเป็น แนวความคิดที่หลากหลายมากขึ้น มีแนวคิดที่จะใช้หลักการแบบ เครื่องจักร CNC ที่ใช้ในงานอุตสากรรม มาปริ้นท์บ้านแบบภาพตัวอย่างด้านล่าง

ส่วนอีกแนวคิดหนึ่งก็เป็น แบบ Robot ซึ่งแนวคิดแบบนี้นั้น จะอาศัยแขนที่เหมือนกับ Crane ทั้ง 2 ข้างกับคานขวางตรงกลางที่จะช่วยยึดหัวปริ้นท์ ส่วนตัวเครื่องนั้นก็จะเคลื่อนที่ ตามทางที่เตรียมไว้ ดังภาพประกอบด้านล่าง

       ซึ่งทั้ง 2 แนวคิดนี้ ก็ใช้หลักการที่เรียกว่า Contour crafting ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นโดย Dr. Behrokh Khoshnevis of the University of Southern California ซึ่งวิธีนี้จะใช้การ extrude คอนกรีตเป็นเส้นตามเส้นขอบของผนังโดยค่อยๆ เพิ่มทีละชั้น ( รายละเอียดตามวีดีโอด้านล่าง )

       วิธีดังกล่าวนี้สามารถลดต้นทุนการก่อสร้างได้มากถึง 40 % และยังลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศอีกด้วย ซึ่งถ้าระบบพวกนี้ถูกพัฒนาให้มีการใช้ชิ้นส่วนที่มีความซับซ้อนน้อยและมีราคาที่ถูกลง เราก็จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ในวงการสร้างบ้านแบบ Mass หรือแบบประหยัด เห็นไหมครับเครื่องจักรพวกนี้สามารถปริ้นท์บ้านขึ้นมาทั้งหลังเลยทีเดียว

Cr. applicadthai.com

มาดู 3D printer ที่เปลี่ยนใช้พลาสติก มาเป็นวัสดุเหลือใช้จากเบียร์

วงการ 3D printer มีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง ล่าสุดทางบริษัท 3Dom จากสหรัฐฯ ได้นำเอาเศษวัสพดุเหลือใช้จากการหมักเบียร์ มาทำเป็นวัสดุแบบใหม่ที่ใช้ในเครื่อง 3D printer จนออกมาเป็น โมเดลสามมิติจากธรรมชาติ (eco-friendly)

buzzed-beer-filament-stein_packaging-e1445531137839

ไอเดียดี 3Dom บริษัทที่เชี่ยวชาญการทำเส้นใยสังเคราะห์จากธรรมชาติ สัญชาติสหรัฐฯ ได้นำเอาวัสดุเหลือใช้ จากการหมักเบียร์ ที่ประกอบไปด้วย ฮอปส์ และ ข้าวบาร์เลย์ มาทำเป็นเส้น Filament หรือเส้นพลาสติกที่ใช้ในเครื่อง 3D printer แต่เปลี่ยนจากพลาสติกมาเป็นวัสดุข้างต้น ซึ่งมีชื่อเรียกว่า “Buzzed”

สำหรับเจ้า Buzzed ตัวนี้ สามารถนำไปใช้กับเครื่อง 3D printer รุ่นอะไรก็ได้ ขอแค่รองรับการปริ้นจาก PLA Filament (Polylactic Acid or Polylactide เป็นพลาสติกที่ได้จากการสกัดจากพืชชนิดต่างๆ)ได้ ก็ใช้ได้หมด ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องแบบเฉพาะเจาะจง

ทั้งนี้ เราสามารถสั่งซื้อ Buzzed ได้จากทางเว็บไซต์ของบริษัทได้เลย โดยมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 49 เหรียญฯ หรือประมาณ 1,700 บาทกว่าๆ หากใครสนใจสามารถสั่งซื้อได้ที่นี้ครับ 3domusa

อธิบายความหมายของ PLA Filament ซักนิด PLA ย่อมาจาก Polylactic Acid or Polylactide หมายถึง พลาสติกที่ได้จากการสกัดจากพืชชนิดต่างๆ อย่างกรณีนี้คือ ฮอปส์ และ ข้าวบาร์เลย์ ซึ่งหากเป็นวัสดุประเภทนี้ เวลาปริ้นงานออกมา ก็จะได้ชิ้นงานที่มีความเปราะกว่า ABS (แต่ยังมีความแข็งแรงอยู่ ไม่เปราะซะทีเดียว) สามารถที่เปลี่ยนรูปได้หากอยู่ในที่ที่มีความร้อนสูง แต่ก็มีข้อดีคือ เราสามารถนำไปใส่อาหาร หรือน้ำดื่มได้เลย เพราะเป็นวัสดุธรรมชาตินั้นเอง ต่างจากตัว ABS ที่ทำแบบ PLA ไม่ได้ เพราะมันมีน้ำมันเป็นส่วนประกอบ แต่ก็มีข้อดีคือ แข็งแรงกว่า และเงางามกว่า

ที่มา : The Next Web

7 สิ่งที่คุณอาจยังไม่รู้เกี่ยวกับ 3D Printing

7thing-3dprinting
3D Printed sample objects by Treebuild and AppliCAD

 

1. 3D Printing เริ่มมาจากเลเซอร์
3D Printing แรกเริ่มเลยนั้นเกิดขึ้นในปี ค.ศ.1980 เมื่อคอมพิวเตอร์สามารถที่จะทำงานได้ตามรูปแบบและใช้งานกับพอลิเมอร์เหลว (liquid polymer) ได้ โดยใช้เลเซอร์ยิงแสงเข้าไปที่ที่ของเหลวให้เกิดการแข็งตัว ทำเป็นชั้นๆ (layer) ซึ่งวิธีการนี้เรียกว่า Stereolithography (SLA) เป็นเทคโนโลยีการทำ Rapid Prototype แบบแรก ซึ่งวิธีการนี้ได้อยู่นำมาพัฒนาต่อในการทำวัตถุสามมิติแบบใช้พลาสติก โดยการหลอมและฉีดพลาสติกลงไปแบบเป็น layer เหมือนกัน หรือที่เรียกเทคนิคนี้ว่า additive

สำหรับการทำ Rapid Prototype แบบที่ใช้เลเซอร์นั้นสามารถดูได้จากคลิปนี้ครับ

2. 3D Printer รุ่นใหม่ๆใช้งานง่ายเหมือนเครื่องปริ้นกระดาษทั่วไปที่ใช้กันในปัจจุบันนี้เลย!
ตั้งแต่ยุคที่เกิดการทำ Stereolithography ในราวๆปี ค.ศ. 1980~1984 มาจนปัจจุบัน ปี 2013 เทคโนโลยีดังกล่าวได้มีการพัฒนาไปเรื่อยจนทำให้มันสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ทั้งราคาที่ถูกลง และการใช้งานที่ง่ายขึ้น จนตอนนี้ก็แทบจะเหมือนเครื่องปริ้นที่เราใช้ปริ้นกระดาษกันแล้ว อย่างเครื่อง 3D Printer สำหรับ Consumer ทั่วไป หัว extrude เสียก็เปลี่ยนหัว พลาสติกหมด แป้งหมด เรซินหมด ก็สามารถเปลี่ยนหรือเติมได้ง่ายๆเลย

3. คุณสามารถทำ 3D Print ได้กับของแทบทุกอย่างแล้ว!
ทุกวันนี้ 3D Printing สามารถปริ้นคอนกรีต, หินสังเคราะห์, เซรามิก, เนื้อเยื่อ, แม้กระทั่งช็อคโกเลตและชีสก็ยังปริ้นได้ เครื่อง 3D Printer บางรุ่นยังสามารถปริ้นเหล็ก, อลูมิเนียม, ไทเทเนียม ก็ได้โดยใช้เลเซอร์ช่วยทำให้มันมาติดกัน ด้วยเทคโนโลยีหลายๆอย่างในปัจจุบันสร้างสรรค์ให้มันเกิดขึ้นได้ ตอนนี้จากงานวิจัยหลายๆที่ได้เริ่มใช้เทคโนโลยีนี้ในการปริ้นเนื้อเยื่อ อวัยวะ กระดูก เพื่อมาทดแทน หรือใช้ในทางการแพทย์ ล่าสุดเห็นมีการใช้เทคโนโลยี 3D Printing ในทำรองเท้าจากเนื้อเยื่อที่มันสามารถซ่อมแซมตัวเองได้ด้วย

อันนี้คลิปตัวอย่างการประยุกต์ใช้ 3D Printer มาปริ้นอาหาร

4. 3D Printing ลดการสูญเสียในการ Production ได้
ในอดีตเวลาเราจะขึ้นรูปอะไรเราอาจจะเอาก้อนอะไรมาสักก้อนนึงแล้วเอามาตัด เอามาเหลา มาแกะ ลองยกตัวอย่างการแกะสลักน้ำแข็ง เราจะเอามาเป็นบล๊อก เป็นก้อนสี่เหลี่ยมแล้วมาแกะๆมันออกจนเป็นรูปทรง ซึ่งส่วนที่เสียไปก็จะเสียเปล่า น้อยมากที่จะนำมาทำให้เกิดคุณค่าต่อได้ ส่วนมากก็จะทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่สำหรับ 3D Printing จะเป็นแบบ “ใช้เท่าที่จำเป็นต้องใช้” ฉีดเส้นพลาสติกออกมาจากรูปร่างที่มันถูกกำหนดขึ้นมาเลย อาจจะมีซัพพอร์ตบ้าง สำหรับรูปร่างที่มันต้องมีฐาน ที่มีส่วนยื่น แต่ก็ถือว่าน้อยมาก หรือถ้าเครื่อง 3D Printer ของเราเป็นแบบที่ใช้แป้งด้วยแล้ว ยิ่งจะมี waste ที่น้อยลงไปอีก เพราะแป้งส่วนที่เหลือก็นำกลับไปใช้ใหม่ได้อีก เมื่อเทียบกับรูปแบบการสร้างวัตถุหรือสินค้ารูปทรงแบบอื่น ซึ่งนี่เป็นวิธีที่ประหยัดและคุ้มค่าต่อวัตถุดิบที่ใช้ในขั้นตอนการ production มาก

7thing-3dprinting-02
ภาพตัวอย่างของการปริ้นกับเครื่องแบบที่ใช้ Thermoplastic จากภาพบนซ้ายจะเป็นภาพที่ไม่มีการสูญเสียของพลาสติกไปเลย ส่วนภาพล่างซ้ายจะเป็นวัตถุที่ต้องมี support ในการสร้างฐานรองให้กับเขากวาง ซึ่งก็เสียพลาสติกไปไม่มาก ซึ่งเราสามารถเลือกรูปแบบการปริ้นต่างๆได้จากซอร์ฟแวร์ที่จะบอกเราไว้เลยว่าการปริ้นจะเป็นแบบไหน จากภาพด้านขวา

5. ลดความเสี่ยงด้านอุตสาหกรรมด้วย 3D Printing
ในงานด้านอุตสาหกรรม ที่เป็นอยู่คือเมื่อเราต้องการจะสร้างสินค้าอะไรขึ้นมาสักอย่าง ที่ต้องมีการขึ้นหล่อรูปแล้ว เราต้องทำเบ้าหล่อ (mold) ขึ้นมาก่อนเมื่อใช้สำหรับเครื่องจักรแต่ละเครื่อง แต่สำหรับ 3D Printer เราไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นเลย เราสามารถสั่งให้คอมพิวเตอร์ขึ้นรูปได้เลย ซึ่งการทำแบบนี้เป็นการลงทุนที่ต่ำกว่า ไม่ต้องทำ mold เยอะแยะ ลดการที่ต้องติดตั้งต่างๆของภาคการผลิตไป ทำให้ดำเนินการต่างๆได้เร็วขึ้นและลดความเสี่ยงทางด้านการเงินลงไปได้ด้วย

6. ได้สิ่งที่ตนเองต้องการจริงๆ
เทคโนโลยี 3D Printing ถูกออกแบบมาเพื่อความเป็นเฉพาะเจาะจงอยู่แล้ว เนื่องจากต้นกำเนิดของมันมากจากการทำ Rapid Prototype ซึ่งทำให้มันมีความคล่องตัว พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง เหมาะต่อการทำ customization หรือการทำสิ่งที่มัน niche ในแบบที่ mass production จะทำก็ทำลำบากหรือไม่คุ่มที่จะทำ และจุดนี้เองทำให้เหมาะกับ individual มาก เราสามารถกำหนดได้เลยว่าต้องการอะไรแบบไหน ขนาดเท่าไหร่ รูปร่างเป็นยังไง แล้วสั่งมาแค่ชิ้นเดียว ก็ได้เลย personalize สุดๆ

7. 3D Printing สามารถสร้างธุรกิจท้องถิ่นแข็งแกร่งขึ้นได้
ลองนึกภาพดูว่าหากเราสามารถออกแบบสิ่งของเองได้ สั่งทำมันขึ้นมาเองได้ง่ายๆที่บ้าน หรือผ่าน 3D Printing service ได้ง่ายๆในราคาที่คุ้มค่าที่จะจ่าย สภาพของธุรกิจจะเป็นอย่างไร?
เราจะสามารถโฟกัสกับของท้องถิ่นได้มากขึ้น ส่วนร่วมในการสร้างอุตสาหกรรมจะกลับมาในท้องถื่นมากขึ้น จะเกิดธุรกิจขนาดย่อมขึ้นมาอีกมากมายมาขับเคลื่อนธุรกิจ และ demand จะเปลี่ยนไป
มีคนกล่าวไว้ว่า “ถ้าในอีก 10 ปี เทคโนโลยี 3D Printing นี้ไม่หายไปไหนซะก่อน อุตสาหกรรมจะมาโฟกัสกันที่ localize มากขึ้น” ซึ่งมันก็น่าจะเป็นอย่างนั้นเพราะเราไม่ต้องลงทุนมากมายมหาศาลเพื่อที่จะสร้างโรงงานสำหรับการผลิตสินค้าแต่อย่างใด แต่หันมาโฟกัสกับสิ่งที่มันเป็น niche มากขึ้นแทน

บางทีในอนาคตมันอาจจะมาถึงยุคที่อยากกินอะไรก็ดาวน์โหลดมา อยากได้บ้าน ของประดับแบบไหนก็ดาวน์โหลดลงมาแล้วก็ผลิตเองได้ง่ายๆเลยก็เป็นได้

และเรื่องที่สำคัญก็คงจะเป็นเรื่องจริยธรรมและจิตใจของมนุษย์เอง เพราะเมื่อถึงจุดนั้น ที่เทคโนโลยีสามารถสร้างสรรค์สิ่งต่างๆที่เป็นประโยชน์ได้ มันก็สามารถสร้างสิ่งที่เลวร้ายได้เหมือนกัน อย่างการที่คุณสามารถปริ้นปืนมาประกอบเล่นที่บ้านได้ สร้างอาวุธเองได้ ซึ่งจัดนี้เป็นจุดที่น่าใส่ใจมากๆ เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นตัวตัดสินอนาคตของการพัฒนาเหมือนกัน

เครดิต เนื้อหาแกนหลักแปลมาจากบทความของ General Electric ที่นำไปลงไว้ในเว็บไซต์ Mashable:7 Things You Didn’t Know About 3D Printing แล้วนำมาเรียบเรียงและเพิ่มเติมข้อมูล
ข้อมูลอ้างอิงจาก Wikipedia:
1) 3D Printing
2) Stereolithography

Cr. hassadee.com

‘หัวใจ 3 มิติ’ จาก 3D Printer ช่วยให้แพทย์ศึกษาหัวใจจำลองขนาดเท่าของจริง

3D Printer หรือเครื่องพิมพ์แบบสามมิติ กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น ไม่ว่าจะทางธุรกิจ เทคโนโลยีเพื่อความบันเทิง หรือทางการแพทย์ ล่าสุดแพทย์ที่ Children’s National Medical Center ในกรุงวอชิงตัน เปิดเผยผลงานใหม่จากเครื่องพิมพ์แบบสามมิติ นั่นคือหัวใจขนาดเท่าของจริง ซึ่งสามารถนำมาใช้ประกอบการผ่าตัดเพื่อรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจได้

คณะแพทย์ที่ Children’s National Medical Center ระบุว่าไม่มีเทคโนโลยีแบบไหนที่จะให้ภาพหัวใจที่สมบูรณ์แบบ เท่ากับการใช้เครื่องพิมพ์สามมิติในการสร้างหัวใจจำลองออกมา โดยเครื่องพิมพ์ที่ว่านี้ตกราคาเครื่องละ 250,000 ดอลล่าร์ หรือราว 7,500,000 บาท ซึ่งทาง ร.พ นำมาใช้ตั้งแต่ 18 เดือนที่แล้ว

กระบวนการสร้างหัวใจสามมิตินี้เริ่มต้นด้วยการถ่ายภาพหัวใจผู้ป่วยแบบสามมิติ ด้วยระบบสร้างภาพจากการสั่นพ้องของคลื่นสนามแม่เหล็กหรือ MRI การทำ Computer Tomography หรือถ่ายภาพตัดขวางด้วยรังสีเอ็กซ์ และการทำอัลตร้าซาวน์ จากนั้นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจจะนำภาพนั้นมาประกอบและเรียงต่อกัน ก่อนที่จะส่งเข้าเครื่องพิมพ์แบบสามมิติเพื่อพิมพ์ออกมาเป็นหัวใจจำลองขนาดเท่าของจริง

คุณ Alex Krieger ฝ่ายนวัตกรรมการแพทย์ที่ Children’s National Medical Center ในกรุงวอชิงตัน บอกว่าการพิมพ์หัวใจสามมิติออกมานี้ใช้เวลาประมาณ 12 ชม.หากเป็นหัวใจขนาดปกติ แต่ถ้าเป็นหัวใจขนาดเล็กแบบหัวใจเด็กอาจใช้เวลาน้อยกว่าคือราว 5-6 ชม. โดยเครื่องพิมพ์นี้จะพ่นพลาสติกออกมาเรียงต่อกันที่ละชั้น ตั้งแต่ส่วนล่างสุดจนถึงส่วนบนสุด และสามารถใช้วัสดุที่ต่างกัน 2 ชนิดใส่ลงในเครื่องพิมพ์ เพื่อให้ผลงานที่ออกมามีทั้งส่วนที่เป็นเนื้อเยื่ออ่อนนุ่มและแข็งแรง ให้ความรู้สึกเหมือนหัวใจจริงๆ

อย่างไรก็ตาม ยังต้องมีการเรียนรู้อีกมากเกี่ยวกับการใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิตินี้ในทางการแพทย์ รวมทั้งการสร้างแบบจำลองของอวัยวะสำคัญส่วนอื่นๆนอกเหนือจากหัวใจ ซึ่งคาดว่าจะสามารถทำสำเร็จในอีกไม่กี่ปี