Article

จินตนาการ และ ความจริง

หลาย ๆ ท่านคงได้เห็นการทำงานของเครื่องพิมพ์สามมิติ ในงานที่เป็นแบบ Architecture แล้ว แต่ครั้งนี้เราจะพาท่านผู้อ่านทุก ๆ ท่านไปพบกับ อีกมุมหนึ่งของเครื่องพิมพ์สามมิติ (3D Printer) ที่จะทำให้เราเข้าใจถึงความหลากหลาย ของสิ่งที่เราจะสร้างขึ้นได้ จากเครื่องพิมพ์สามมิติ เครื่องนี้

สิ่งที่เราจะกล่าวถึงในวันนี้คือ ลำโพง หลาย ๆ ท่านอาจจะยังสงสัยว่า เครื่องพิมพ์สามมิติ (3D Printer) จะเกี่ยวข้องยังไงกับลำโพงเราไปชมกันครับ ถ้าเราพูดถึงลำโพงเราจะนึกถึงแค่ ตู้ สี่เหลี่ยม ๆ ทึบ ๆ แต่เราจะพาทุกท่านมาพบกลับ รูปแบบใหม่ของลำโพง ที่ไม่ได้จบแค่การให้เสียง และนี้ก็คือหนึ่งตัวอย่างของลำโพงที่เราจะพูดถึงในวันนี้

จินตนาการวัยเด็ก สู่ความจริงที่จับต้องได้

       วิศวกรคนหนึ่งที่มีชื่อ อีวาน แอเธอร์ตัน เป็นวิศวกรที่ทำงานเกี่ยวกับงานออกแบบด้านสถาปัตยกรรม ได้คิดถึงสิ่งหนึ่งที่เค้าเคยคิดไว้ในวัยเด็ก คือ ลำโพง ที่ไม่ได้ให้ความบันเทิงแค่ทางเสียง แต่สามารถแสงถึงจังหวะของเสียงดนตรีได้ อีวาน จึงได้ทำการออกแบบงานที่เค้าต้องการขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่เค้าต้องการคือ อะไรที่จะทำให้ความคิดของเค้าออกมาเป็นสิ่งที่จับต้องได้ โดยที่เค้าไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการจริง (การสร้างงานต่าง ๆ ในแบบอุตสาหกรรม) และสิ่งนี้นี่เองที่ทำให้เค้านึกถึง เครื่องพิมพ์ชิ้นงานสามมิติ (3D Printer)

Stratasys 3D Printer กับ ความหลากหลายในวัสดุ

ในครั้งนี้เค้าได้เลือกเครื่องพิมพ์สามมิติ ที่เป็นเทคโนโลยี Poly Jet ของ Stratasys เพราะสิ่งหนึ่งที่เค้าต้องการให้มีในชิ้นงานของเค้าก็คือ วัสดุที่มีความหลากหลาย ทั้งในเรื่อง ของคุณสมบัติของวัสดุ และ เรื่องทางกายภาพของวัสดุ ในครั้งนี้ เค้าได้เลือกวัสดุที่มี ความใส และ ความยืดหยุ่น โดยการนำวัสดุที่มีชื่อเรียกว่า Vero Clear และ Tango Black ซึ่งมีลักษณะเด่น ๆ คือ ใส และ ยางยืดหยุ่นแต่สิ่งที่เค้าทำในวันนี้คือ การนำสองวัสดุนี้ มาผสมกันเพื่อนที่จะได้ทั้งความใสและ ความยืดหยุ่น ในชิ้นงานของเค้า และอีกส่วนที่เค้าได้ทำการเพิ่มเติม คือ แสง ในส่วนของแสงนั้นเค้าได้ใช้หลอด LEDs และ LumiGeek microcontroller เป็นตัวควบคุบการทำงานของ แสง สี และการเปลี่ยนแปลงของแสงไฟตามจังหวะของดนตรี

       ในครั้งหน้าเราจะมีไอเดียอะไรดี ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องพิมพ์สามมิติอีก สามารถติดตามได้ในคอลัมน์ต่อ ๆ ไปสำหรับวันนี้สวัสดีครับ

ที่มาจาก Engadget By MICHAEL GORMAN

Wannakorn P. แปล และ เรียบเรียง

อะไรจะเกิดขึ้น…. เมื่อกระแสสองล้อ ปะทะ กระแส 3D Printing 

กราบสวัสดีคุณผู้อ่านทุกท่านครับ เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับเทศกาลสงกรานต์ ที่เพิ่งผ่านมา หลายๆท่านคงได้กลับบ้านกัน พบเจอญาติพี่น้องที่ภูมิลำเนาเกิด หลายท่านก็คงจองทริปเที่ยวในประเทศ บ้างก็ใช้โอกาสช่วงหยุดยาวนี้เที่ยวต่างประเทศกันซะเลย แต่ส่วนตัวผมเองก็ได้มีโอกาสไปเที่ยวแถบๆ ภาคอีสาน ก็แค่สัก วันสองวัน

ระหว่างทางที่เดินทางอยู่นั้นก็ได้สังเกตที่สองข้างทางอยู่ครับว่า

เดียวนี้มีคนไม่น้อยเลยที่ให้ความสนใจกับการปั่นจักรยานสองล้ออยู่มาก…ซึ่งตลอดระยะทางผมเองก็จะพบผู้คนที่ชื่นชอบการปั่นจักรยานสองล้อได้อยู่เป็นระยะๆ ซึ่งจักรยานเหล่านั้นมันช่างมีรูปทรงเย้ายวน ชวนให้น่าปั่นมาก มิหนำซ้ำชุดอุปกรณ์ต่างๆที่นักปั่นสวมใส่ก็ช่างดูสวยงาม ปราดเปรียวซะยิ่งกระไร ผมใช้เวลากับการเดินทางด้วยรถยนต์ประมาณ 4-5 ชม. ก็ถึงจุดหมายของผม และเมื่อผมถึงที่พักผมก็อดไม่ได้ที่จะหาข้อมูลเรื่องจักรยานที่ผมเพิ่งหลงไหลมัน

       ช่วงที่ผมหาข้อมูลจักรยานอยู่นี้เอง ผมก็ได้ไปพบกับจักรอยู่ยี่ห้อหนึ่งที่มีดีไซน์สวยงาม มันมีชื่อว่า “TREK” พอค้นหาข้อมูลเพิ่มก็เริ่มได้เรื่องครับ เพราะเจ้าจักรยานยี่ห้อนี้เองมีการใช้เทคโนโลยี 3D Printing ด้วยครับ ซึ่งหลายท่านที่เคยอ่านทบความของผมกันมาแล้วก็คงจะคุ้นกับเทคโนโลยี 3D Printing ที่ทำออกมาเป็นพลาสติกบ้างล่ะ เรซินบ้างล่ะ แต่ครั้งนี้ไม่ธรรมดาครับ เพราะนอกจากจะทำออกมาให้เห็นเป็นรูปทรงที่เราต้องการแล้วนั้น มันยังสามารถทำสีสรรค์สวยงามหลากหลายโทนสีอีกด้วย

ซึ่งเครื่อง 3D Printer ที่นำมาใช้ในการพัฒนาจักรยานนี้ก็มีชื่อว่า Objet500 Connex3 เป็นอีกขั้นของการพัฒนาเทคโนโลยี 3D Printing ใกล้เคียงกับการผลิตจริงมาขึ้น ทั้งนี้การที่บริษัท Stratasys พัฒนาเครื่อง 3D Printer ให้สามารถสร้างชิ้นงานออกมาเป็นสีได้นี้ก็เกิดจากการที่มีกระแสความต้องการที่จะให้ชิ้นงานที่ปริ้นออกมาเสร็จสมบูรณ์ด้วยเครื่องเดียว ด้วยความต้องการตรงนี้เองเครื่อง Connex3 จึงถูกออกแบบมาให้สามารถทำสีแบบ Multi-color ได้ถึงครั้งละ 46 สีเลยทีเดียว ด้วยการใส่สีหลักอย่าง CYMK จนสามารถสรรสร้างสีสีนต่างๆได้อีกนับร้อยๆสี และยังสามารถสร้างสีในแบบ Color-Clear ได้อีกด้วย

ความสามารถของเครื่อง Connex3 ยังไม่หมดเพียงแค่สีอย่างเดียวครับ มันยังถูกพัฒนาโดยทีมวิศวกรของ Stratasys อีก ในด้านของวัสดุให้แข็งแรงเพิ่มขึ้นจากของเดิมด้วยการออกวัสดุตัวใหม่มาที่ใช้ชื่อว่า Digital-ABS2 ซึ่งพัฒนามาให้มีประสิทธิภาพสูงจากเดิมในหลายๆด้าน พร้อมทั้งยังรักษาความเป็นสุดยอดเทคโนโลยี ด้วยการนำวัสดุแบบแข็ง แบบใส แบบยาง มาผสมจนก่อเกิดเป็นวัสดุใหม่ๆให้เราได้ใช้ตามต้องการอีกนับร้อยชนิด

        ด้วยคุณลักษณะของเครื่อง Objet500 Connex3 นี้เอง ผมเลยไม่แปลใจเลยที่บริษัทที่ผลิตจักรยานชั้นนำของโลก สนใจและใช้มันช่วยในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ จนกลายเป็นที่สุดของจักรยานสองล้อ ….แล้วคุณล่ะ สนใจมันแล้วหรือยัง!!!

บทความโดย ชัยวัฒน์ พฤฒิพงศ์พิบูลย์

Find details with Stratasys 3D printer

ในส่วนของการออกแบบนั้น เราสามารถที่จะใส่รายละเอียดต่าง ๆ ได้อย่างครบถ้วน แต่สิ่งหนึ่งที่เราไม่สามารถทำได้คือ การนำรายละเอียดเหล่านั้นออกมาในรูปแบบของชิ้นงานที่เราสามารถจับต้องได้ และเราจะแก้ปัญหานั้นได้อย่างไร วันนี้เราจะพาทุกท่านไปรู้จักกับ “ เครื่องพิมพ์ชิ้นงานสามมิติ Startasys “

รูปแบบการผลิตที่ละเอียดอ่อน

(Rijk Rietveld Architects LLP is known throughout the United States and Europe for its creative commercial and residential spaces.)

รีทเฟลด์ เป็นผู้ที่คุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ชิ้นงานแบบ 3 มิติ และหลังจากการวิจัยในเชิงลึกเกี่ยวกับระบบการทำงานที่แตกต่างกันของตัวเครื่อง เค้าได้เลือกเครื่องพิมพ์ที่เป็นเทคโนโลยี Poly jet ของ Stratasys เข้ามาช่วยทำชิ้นงานสามมิติของเค้า

รีทเฟลด์ ตั้งข้อสังเกตว่าอุตสาหกรรมทางสถาปัตยกรรมนั้น ยังไม่แน่ใจที่จะยอมรับเทคโนโลยีการสร้างต้นแบบอย่างรวดเร็วนี้ เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความละเอียดของชิ้นงานที่จะสร้างขึ้น แต่ความกังวลเหล่านั้นอาจจะเกิดกับเทคโนโลอื่น ๆ แต่สำหรับเครื่องพิมพ์สามมิติจาก stratasys ได้ทำให้การสร้างชิ้นงานหรือเครื่องมือต่างๆ ทำได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังสามารถทำชิ้นงานที่มีความยืดหยุ่นได้ แม้กระทั่งชิ้นส่วนต่างๆ ที่ละเอียดอ่อนก็สามารถทำได้ ” ตัวอย่างเช่น รีทเฟลด์ ต้องการที่จะรักษาองค์ประกอบรูปแบบที่ซับซ้อนของชิ้นงานโดยมีการปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จึงทำให้รายละเอียดที่ออกแบบไว้ยังคงมีประสิทธิภาพในการออกแบบที่มีลักษณะความรู้สึกและสัดส่วนของโครงสร้างเหมือนเดิม ”

รีทเฟลด์ กล่าวว่า ” เรามีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งที่จะทำให้อุตสาหกรรมของเรานั้นดีกว่าที่เคยเป็นมา ด้วยการใช้เครื่องพิมพ์สามมิติ Stratasys เป็นตัวช่วย ”

Stratasys 3D Printer ทางเลือกสำหรับรายละเอียด ความถูกต้องและเป็นมิตรต่อสำนักงาน

       “เรารู้สึกประทับใจกับความสามารถของระบบนี้ เพราะสามารถสร้างชิ้นงานได้อย่างรวดเร็ว ผลิตชิ้นงานที่มีรายละเอียดสูงๆ และรูปแบบที่ถูกต้อง ” บางเทคโนโลยีผลิตชิ้นงานออกมาได้ก็จริง แต่ไม่ได้มีรายละเอียดของชิ้นงานเท่ากับเครื่องพิมพ์จาก Stratasys ” รีทเฟลด์ กล่าวว่า จากการที่ปิเอ เคยทำงานร่วมกับบริษัททำให้รู้ถึงความสามารถในการสร้างต้นแบบที่นำเสนอโดยเครื่องพิมพ์ Stratasys 3D ได้ช่วยบริษัทในการรักษาความปลอดภัยในโครงการใหม่ๆ “สิ่งที่พบบ่อยในระหว่างการออกแบบโครงการ ลูกค้าจะขอเปลี่ยนแปลงการออกแบบหรือสงสัยว่าการเปลี่ยนแปลงที่อาจส่งผลกระทบโดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปลักษณ์ความสวยงามโดยรวม” ถ้าหากลูกค้าได้รับความประทับใจจากความสามารถของบริษัทในการสร้างรูปแบบและเสร็จในเวลาไม่นาน มันก็จะยิ่งทำงานของเขาง่ายขึ้น และตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้

 

ที่มา – กรณีศึกษา จาก Website Stratasys
Wannakorn P. แปล และ เรียบเรียง

3D Scanner & 3D Printing เรื่องง่ายๆ แค่ปลายนิ้ว

สวัสดีคุณผู้อ่านทุกท่าน เนื่องด้วยอุณหภูมิของบ้านเราในช่วงนี้ค่อยข้างจะร้อนขึ้นสักหน่อย และหลายๆท่านก็คงกำลังวางแผนการท่องเที่ยวเพื่อหาที่คลายร้อนในช่วงสงกรานต์นี้ แต่ก็คงจะมีบางท่านที่ยังไม่รู้จะไปไหนดีในช่วงวันหยุดยาว และท่านที่ไม่ชอบออกไปพบเจอกับสภาพการจราจรในช่วงเทศกาล วันนี้ผมมีเรื่องสนุกๆ สำหรับท่านที่ยังไม่ได้วางแผนจะออกจากบ้านในช่วงนี้กัน

ช่วงปีสองปีที่ผ่านมาหลังจากที่เราได้มีเทคโนโลยี 3G เข้ามาใช้กันอย่างทั่วถึง ผมก็สังเกตได้อย่างหนึ่งเลยว่า ไม่ว่าจะมองไปทางซ้ายหรือทางขวา เราก็จะพบกับคนจำนวนไม่น้อยที่กำลังใช้โทรศัพท์มือถือ หรือที่เรียกกันติดปากว่า Smart Phone ซึ่งก็ต้องยอมรับกันล่ะครับว่า เทคโนโลยี Smart Phone นี้มีบทบาทกับเรามาก ไม่ว่าจะเพื่อการสื่อสาร ความบันเทิง หรือแม้กระทั้งการจัดเก็บข้อมูล และล่าสุดนี้เองเทคโนโลยี 3D Scanner ก็ได้ถูกจับลงมาให้ได้ใช้กันบนมือถือแล้ว เพียงแค่ดาวโหลด แอพพลิเคชั่น “Trimensional” ไว้บนมือถือจากนั้นเมื่อเราเปิดแอพพลิเคชั่นขึ้นมาใช้ มือถือของท่านก็จะกลายเป็นเครื่อง 3D Scanner โดยทันที สามารถนำไปสแกนชิ้นงานที่เราต้องการได้เลยหรืออยากเห็นหน้าตัวเองในแบบ3มิติ ก็ทำได้เลย..

ถึงตรงนี้หลายๆท่านคงจะคิดแล้วใช่ไหมล่ะครับว่าถ้าเราสแกนชิ้นงานจนได้เป็นข้อมูลมาจัดเก็บไว้ในเครื่องมือถือแล้ว เราจะทำอย่างไรต่อกับข้อมูลที่ได้มา??? จะปล่อยให้เป็นเพียงแค่ไฟล์ 3 มิติเอาไว้ดูเล่นบนมือถืออย่างนั้นรึ??? ถ้าถามผม….ผมจะไม่ปล่อยให้เป็นแค่ข้อมูลที่จับต้องไม่ได้เด็ดขาด ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันที่มีอยู่ ผมจะใช้เทคโนโลยี 3D Printing เข้ามาช่วย เพื่อให้ผมสามารถจับสัมผัส วัตถุที่ผมสแกนเก็บไว้ในมือถือได้อย่างง่ายดายเพียงแค่ผมถ่ายโอนข้อมูลออกมาให้อยู่ในรูปของไฟล์นามสกุล .STL จากนั้นก็ส่งเข้าเครื่อง 3D Printer โดยที่ขั้นตอนการทำงานของเครื่อง 3D Printer ก็จะเป็นไปแบบอัตโนมัติ ไม่ต่างอะไรไปจากปริ้นเตอร์ที่เราใช้อยู่ตามบ้านขณะนี้ จากนั้นก็รอรับชิ้นงานที่ของเราได้เลย

ลองคิดเล่นๆนะครับว่าเราจะสนุกแค่ไหนถ้าวันหยุดนี้ เราไปเที่ยวบ้านเพื่อนแล้วแอบไปสแกนชุดของสะสมของเพื่อน ที่เพื่อนเราบอกว่ามันมีเพียงชุดเดียวในโลกและไม่ยอมให้เราจับสักที จากนั้นสักสองสามวันเราก็กลับไปหาเพื่อนอีกครั้งพร้อมๆบอกว่า “ของสะสมของนาย ชุดนั้นมันมีชิ้นที่สองแล้วนะ” หรืออาจจะมองเพื่ออนาคตถ้าวันหนึ่งเราเดินไปเจอรูปปั้นข้างทางแล้วเกิดถูกใจ เราก็เพียงแค่หยิบมือถือแล้วสแกนมันซะ จากนั้นพอกลับถึงบ้านเราก็ต่อโทรศัพท์เข้ากับเครื่อง 3D Printer สั่งให้เครื่องปริ้นชิ้นงานตามขนาดที่คุณต้องการพอเสร็จก็เอามาตั้งโชว์ที่บ้าน แล้วเมื่อคุณมองมันคุณจะถามตัวเองว่า “ชีวิตทำไมมันช่างง่าย….อะไรแบบนี้”

ขอบพระคุณครับ
บทความโดย ชัยวัฒน์ พฤฒิพงศ์พิบูลย์

Cr.applicadthai.com

การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3

บทความนี้ผมขอหยิบเอาบทความที่ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ได้เขียนลงในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจไว้ แล้วนำมาขยายความต่อเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดขึ้นนะครับ

“การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งแรกนั้นเกิดขึ้น 200 ปีที่แล้ว โดยสาระสำคัญ คือ การประดิษฐ์เครื่องจักร (ในขั้นแรกคือเครื่องจักรไอน้ำ) เพื่อทดแทนแรงงานของมนุษย์ ทำให้เกิดการสร้างโรงงานขนาดใหญ่ในเมือง (mechanization) เพื่อให้คนงานจำนวนมากต้องมาทำงานร่วมกัน ซึ่งถือได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทำลายการผลิตในระดับครัวเรือน (cottage industry) เพิ่มผลผลิตและความสำคัญของภาคอุตสาหกรรม ทำให้ภาคเกษตรกรรมตกต่ำลงในเชิงเปรียบเทียบ

  

 

การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สองเกิดขึ้นประมาณ 80 ปีที่ผ่านมา จากการปฏิรูปทางการผลิตของ Henry Ford ที่เป็นการแบ่งกันประกอบและเน้นการผลิตจำนวนมากเพื่อลดต้นทุนต่อหน่วยให้ต่ำ (Moving Assembly Line และ Mass Production) ทำให้สรุปได้ว่าโรงงานยิ่งมีขนาดใหญ่ก็จะยิ่งได้เปรียบ หรือ Economy of Scale ทำให้เกิดบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่มีโรงงานการผลิตขนาดใหญ่ทั่วโลก ตัวอย่างที่ใกล้ตัวที่สุด คือ บริษัทรถยนต์ข้ามชาติ ซึ่งผลิตรถยนต์รุ่นหนึ่งปีละหลายแสนคัน เพื่อให้ต้นทุนการผลิตต่ำที่สุด ทำให้ปัจจุบันมีบริษัทรถยนต์ขนาดใหญ่เพียงสิบกว่าบริษัทและยากที่จะเห็นบริษัทรถยนต์ขนาดเล็กสามารถมาแข่งขันได้

ในยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ The Economist กล่าวถึงว่า กำลังจะเกิดขึ้นในปัจจุบันนั้นเป็นการผลิตที่นำเอาเทคโนโลยีมาปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตและการตลาดครั้งใหญ่ โดยในอนาคต Economist เชื่อว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงจาก Economy of Scale เป็น Economy of Speed และจาก Mass Production เป็น Mass Customization แปลว่าการผลิตในอนาคตจะเป็นการผลิตที่ไม่ต้องผลิตจำนวนมาซ้ำซาก แต่จะสามารถผลิตสินค้าที่มีความแตกต่างกัน ตรงตามความต้องการของลูกค้าทุกคนทุกประการ นอกจากนั้น เนื่องจากปริมาณการผลิตต่อโรงงานไม่สูงมาก ก็แปลว่าสามารถที่จะลดขนาดโรงงานลงและที่สำคัญจะต้องย้ายโรงงานไปตั้งอยู่กับฐานลูกค้าในแต่ตลาดเพื่อที่จะสามารถตอบสนองความต้องการที่ปรับเปลี่ยนไปของผู้บริโภคในแต่ละตลาดได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ”

นั่นเป็นบางส่วนของบทความ ที่บรรยายถึง การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 ที่่อ้างอิงถึงบทความจากหนังสือ The Economist ซึ่งเทคโนโลยีที่ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญในเรื่องนี่ก็คือ 3D Printer ซึ่งที่จริงแล้วบทความนี้กล่าวถึง 3D Printer ด้วยแต่จะพูดอ้างอิงเชิงเศรษฐศาสตร์เป็นส่วนใหญ่

3D Printer

เทคโนโลยี 3D Printer เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายปี 1960 แต่สามารถนำมาใช้จริงได้ประมาณปี 1980 ซึ่งในช่วงแรกๆ จะใช้ในงานวิจัยและชื่อที่เรียกกันในยุคนั้นก็คือ Rapid Prototyping หรือเทคโนโลยีการขึ้นต้นแบบรวดเร็ว โดยหลักก็คือนำเอาเทคโนโลยีนี้มาใช้ทำชิ้นงานต้นแบบอย่างรวดเร็ว (โดยไม่ไปทำแม่พิมพ์เพื่อผ่านกระบวนการขึ้นรูปใดๆ) เห็นมั้ยครับฟังดูเหมือนว่าคนที่คิดค้นและใช้งานในยุคก่อนก็ยังไม่เห็นภาพว่าสิ่่งนี้จะทำให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 ใดๆ เลย แล้วภาพนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

 

ปี 1996 เป็นช่วงที่มีการพัฒนาเทคโนโลยี Rapid Prototype อย่างมา เครื่อง Rapid Prototyping มีราคาถูกลงและเริ่มมีการบัญญัติคำใหม่ก็คือ 3D Printer และต่อมาก็มีการใช้ชื่อ Additive Manufacturing ซึ่งเหมือนกับเป็นการบอกว่านี่คือกระบวนการผลิตรูปแบบหนึ่ง (Manufacturing Process) นั่นเอง ซึ่งผมเองก็เริ่มได้ยินบ่อยขึ้นโดยเฉพาะเมื่อกลางปี 2013 ที่ผ่านมา ท่านประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ท่าน บารัค โอบาม่า ได้พูดในสภาคองเกรสว่า 3d printing และ กระบวนการผลิตที่ไฮเทคจะเป็นแม่เหล็กที่จะดูดเอาตำแหน่งงานกลับเข้าสู่สหรัฐอเมริกา

 

Subtractive Manufacturing และ Additive Manufacturing

บทความนี้ผมจะไม่ลงลึกถึงเทคนิคและการทำงานของ 3D Printer แต่อยากจะให้รู้ถึงแนวโน้มของ 3D Printer หรือ Additive Manufacturing ที่จะพัฒนาต่อไปในอนาคตมากกว่า แต่ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจ Concept ของ Subtractive Manufacturing และ Additive Manufacturing ก่อนดีกว่าครับ

 

การผลิตแบบ Subtract หรือการลบออก เอาออก เป็นกระบวนการของการเริ่มต้นด้วยวัสดุที่เป็นก้อนตัน และ เลือกลบสิ่งที่ไม่จำเป็น จนรูปสุดท้ายที่โผล่ออกมากระบวนการนี้จะอธิบายได้ง่าย ยกตัวอย่างเช่น การแกะสลักรูปปั้นหินอ่อนของ Michelangelo ศิลปินที่มีชื่อเสียง เมื่อถามว่า สมเด็จพระสันตะปาปา ถามถึงวิธีการที่เขาทำรูปปั้นของ เดวิด จนเหมือนมีชีวิตที่งดงามของเขา Michelangelo ตอบว่า “ผมก็ลบทุกอย่างที่ไม่ได้มีลักษณะเหมือน เดวิด ออกไปจากก้อนหินซะก็เท่านั้นเอง” ซึ่งในปจัจจุบันเราพบกระบวนการเหล่านี้เป็นปกติ เช่น กลึง กัด ไส เจาะ ทั่วๆ ไป

แต่การผลิตแบบ Additive เป็นกระบวนการผลิต โดยการเพิ่มวัสดุเข้าไปเติมที่ละชั้นทีละชั้นจนเป็นชิ้นงานที่ต้องการ โดยรูปแบบของชั้นบางๆ ในแต่ละชั้นได้มาจากการประมวลผลจากโมเดล 3 มิติที่เราออกแบบในโปรแกรม CAD กระบวนการนี้ ช่วยลดเวลาค่าใช้จ่าย ในการผลิตชิ้นงานที่มีความเป็น Unique หรือความเป็นเฉพาะตัวสูง

อนาคต

นอกจากปัจจุบันที่บริษัทผู้ผลิต 3D Printer ชั้นนำอย่าง Stratasys นำเสนอเครื่่อง Fortus มาใช้ผลิต Jig&Fixture หรือ Tool ต่างๆ แบบรวดเร็ว และลดขั้นตอนการผลิตแล้ว ซึ่งเป็นการใช้งานในอุตสาหกรรมอย่างแพร่หลาย ปัจจุบันยังมีการนำไปช่วยด้านการแพทย์ ร่วมกับเครื่อง CT Scan

นอกจากนี้ยังมีการนำเอา 3D printer มาผลิตสินค้า เช่น เครื่องดนตรี, อุปกรณ์เสริมโทรศัพท์มือถือ เช่น Case iPhone จนกระทั่งชุดชั้นใน ยังมีการคาดการในอนาคตอีกว่าจะมีการพัฒนาต่อไปอีก ตัวอย่างเช่น
• การซื้อของที่ต้องการ ณ จุดผลิตโดยสามารถปรับแต่งรูปแบบสินค้าตามความต้องการก่อนที่เราจะ (Customize Manufacturing)
• การส่งชิ้นงาน 3 มิติแบบไร้สายหรือ 3D Fax โดยผู้ส่งแค่ Upload ข้อมูล CAD
• การ Shopping Online จะไม่จำกัดอยู่แค่ข้อมูล ภาพ เสียง หรือ VDO แต่เราสามารถซื้อของได้ ตัวอย่างเช่น อะไหล่หรืออปุกรณ์ Gadget ต่างๆ ซึ่ง 3D Printer จะผลิตให้เราที่บ้าน หลังจาก Download ข้อมูล 3 มิติเสร็จ
• การผลิตแบบ On Demand เช่น อาจตั้งโปรแกรมให้ 3D Printer พิมพ์แปรงสีฟันที่เหมาะกับรูปปากของคุณ โดยใช้ข้อมูลใน Server ทุกๆ 3 เดือนเพื่อให้คุณได้ใช้แปรงที่ใหม่อยู่เสมอ

ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

ข่าวร้าย

ผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุด มาจากจำนวนตำแหน่งงาน กับงานที่เทคโนโลยี 3D Printer จะทำให้ล้าสมัยและเข้ามาทดแทน สิ่งที่จะกลายเป็นปัญหาระหว่างประเทศ คือการนำเข้าส่งออกที่จะลดลง เพราะต่อไปเราไม่จำเป็นต้องนำเข้าของจริงจากประเทศผู้ผลิต เราเพียงแต่ Download สินค้าที่เราต้องการเท่านั้น หมายความว่าเราไม่จำเป็นที่จะต้องมีระบบการผลิตและห่วงโซ่การกระจายสินค้าแบบเดิมๆ อีกต่อไป

การผลิตแบบ Mass Production จะไม่เป็นที่ต้องการ ในขณะที่เราจะผลิตเฉพาะสิ่งที่เราต้องการ ในสิ่งที่เราจำเป็นต้องใช้มันเท่านั้น โกดังเต็มรูปแบบ การเก็บสต็อกสินค้าและอะไหล่ต่างๆ จำนวนมากจะไม่จำเป็น การทำ Packaging การขนส่งสินค้าด้วยวิธีต่างๆ ผู้จัดจำหน่ายสินค้าและผู้ค้าปลีก จะถูกลดบทบาทไป

ข่าวดี

ใน ‘ข่าวร้าย’ ยังคงมีสิ่งต่างๆ จำนวนมากที่จะได้รับผลกระทบด้านบวกจาก 3D Printer เกี่ยวกับเศรษฐกิจโลก แม้ว่าหลายประตูดูเหมือนจะปิด สำหรับคนที่กำลังมองหางานเทคโนโลยีนี้ นำความคิดใหม่และวิธีการในการทำงาน ด้วยโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ เมื่ออินเทอร์เน็ตเปลี่ยนจากการเป็นเครื่องมือที่จะใช้ส่งอีเมลล์ กลายเป็นสถานที่ช้อปปิ้งที่บ้าน นำไปสู่การถดถอยของการค้าปลีก ซึ่งนำไปสู่การหดหายจำนวนมากของตำแหน่งงาน ธุรกิจขนาดใหญ่หลายแห่งเกิดผลกระทบและบางส่วนมีการปิดกิจการ

สิ่งที่อินเทอร์เน็ตทำให้เกิดผลกระทบด้านบวก เช่น ธุรกิจการสร้างออกแบบ Website, Online Marketing การตลาดอินเทอร์เน็ต, ช่างเทคนิค, โซเชียลมีเดีย, บล็อก จะเฟื่องฟู คนหลายล้านคนจะทำงาน Online ผลิตภัณฑ์เนื้อหาหรือบริการ และระบบหมุนเวียนทางเศษฐกิจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง การใช้จ่ายหลายพันล้านดอลล่าร์จะเกิดขึ้นชั่วข้ามคืน จากการที่ระบบเศษฐกิจแบบไม่มีเวลาปิดเปิด
อีกหนึ่งอาชีพที่จะได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางคือ อาชีพ Designer ที่ออกแบบด้วยโปรแกรม 3 มิติเพราะคุณจะได้ขายผลิตภัณฑ์ที่คุณออกแบบได้ไม่ว่าคุณจะทำงานอยู่ที่ไหน แค่ Upload สินค้าที่คุณต้องการให้ลูกค้าหรือร้านค้า Online อย่าง www.shapeways.com เป็นต้น

ที่กล่าวมาทั้งหมดก็ได้รวบรวมข้อมูลจากหลายๆ ด้าน ถึงสิ่งที่ผู้ที่พัฒนาและคิดค้นมองไปข้างหน้า แต่ใครจะรู้ว่าเมื่อไรมันจะมาถึง “การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3”
BY…Prakit L.

New Objet500 Connex3 : World First Multi-color, Multi-material 3D Printing

    New Objet500 Connex3

        เปิดตัวไปแล้วอย่างยิ่งใหญ่ในงาน Solidworks World 2014 สำหรับเครื่องพิมพ์วัตถุ 3 มิติระดับ High Performance จากบริษัท Stratasys ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตเครื่องพิมพ์ 3 มิติจากประเทศสหรัฐอเมริกา โดยในต้นปี 2014 นี้ได้แนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดและถือเป็นสุดยอดนวัตกรรมของงานสร้างชิ้นงาน 3 มิติด้วยเครื่องรุ่น Objet500 Connex3 ที่มีความสามารถพิเศษในการพิมพ์วัตถุ 3 มิติที่มีสีสันสดใสเสมือนจริงแบบ Multi-Color, Multi-Material

หลังจากที่ได้เปิดตัว Connex Technology ไปเมื่อปี 2007 ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่มีความสามารถในการสร้างชิ้นงานแบบมีหลายชนิดวัสดุ อยู่บนชิ้นงานเดียวกันได้ในการพิมพ์เพียงครั้งเดียว และด้วยความสามารถนี้ก็ได้ช่วยเปิดโอกาสให้นักออกแบบมีอิสระในการคิดสร้างสรรค์ผลงาน ไม่ว่าจะส่วนของการออกแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆ ไปจนถึงงานที่ต้องการความสามารถเฉพาะของ Connex Technology เพื่อไปช่วยในการผลิตผลงาน ที่สำคัญคือความง่ายของการทำงานที่เพียงส่งผ่านข้อมูลการออกแบบ 3 มิติไปสู่เครื่องพิมพ์วัตถุ 3 มิติ เพียงเท่านี้คุณก็สามารถสร้างชิ้นงานที่มีทั้งความซับซ้อนของรูปทรง รายละเอียดต่างๆ ที่อยู่บนงาน รวมถึงการกำหนดลักษณะพิเศษอย่างความต้องการให้มีหลายวัสดุ หลายค่าความแข็งหรืออ่อนนุ่มของเนื้อวัสดุให้อยู่บนวัตถุชิ้นเดียวกันก้อนเดียวกันได้ ทั้งหมดนี้คือความสามารถที่ทำได้ด้วย Connex Technology ของเครื่องพิมพ์วัตถุ 3 มิติจาก Stratasys

เมื่อเรามาดูถึงลักษณะการทำงานของเครื่องพิมพ์วัตถุ 3 มิติ ที่ใช้กรรมวิธีการพิมพ์วัสดุเรซิ่นเหลวชนิดพิเศษที่เรียกว่า Photopolymer นั้น ที่จริงแล้วก็มีหลักการการทำงานที่คล้ายกับเครื่องพิมพ์หมึกแบบ 2 มิติ ที่ใช้การพ่นเรซิ่นเหลวผ่านหัวพิมพ์หรือ Print Head ลงไปบนถาดรองรับหรือ Build Tray แต่ที่เพิ่มขึ้นมาคือความสามารถพิเศษในการเพิ่มเนื้อเป็นชั้นๆ และในระหว่างที่พิมพ์สร้างเนื้อของชิ้นงานในแต่ละชั้นนั้นจะมีการฉายแสง UV ลงไปเพื่อให้เรซิ่นเปลี่ยนสถานะจากของเหลวเป็นแข็งตัวเกิดเป็นรูปทรงวัตถุ 3 มิติขึ้นมา

ซึ่งด้วยหลักการการทำงานแบบนี้ทางบริษัท Stratasys จึงได้เพิ่มความสามารถใหม่ๆ ลงไปไม่ว่าจะเป็นการแยกหัวพิมพ์เพื่อให้สามารถพิมพ์เนื้อวัสดุได้มากกว่าหนึ่งชนิด จนเกิดเป็นการผสมกันในระหว่างการพิมพ์สร้างชิ้นงานให้ออกมาเป็นวัสดุชนิดใหม่ที่เรียกว่า Digital Material

Fabricating on the fly

Fabricating on the fly

Objet500 Connex3

       ด้านประสิทธิภาพหลักๆ ของเครื่อง 3 มิติรุ่น Objet500 Connex3 คือความสามารถในการสร้างชิ้นงานแบบมีหลายสีและหลายวัสดุ ในการพิมพ์เพียงครั้งเดียว (Multi-Color & Multi-Material) ซึ่งเป็นความสามารถของ Connex Platform ที่สร้างสรรค์ชิ้นงานได้โดยแบ่งเป็น วัสดุสีแบบแข็งทึบแสง (Rigid Opaque Color) วัสดุสีแบบอ่อนตัวคล้ายยาง (Flexible Color) และวัสดุสีแบบโปร่งใส (Transparent Color) ที่มีทั้งอ่อนคล้ายยางและแบบแข็ง

       สิ่งที่มาพร้อมเครื่องรุ่นใหม่อย่าง Objet500 Connex3 คือวัสดุสีที่เพิ่มจากเดิมอีก 3 สีได้แก่ VeroYellow (สีเหลือง), VeroCyan (สีฟ้าอมเขียว) และ VeroMagenta (สีม่วงแดง) ซึ่งเมื่อนำสามสีใหม่นี้ไปผสมกับวัสดุเดิมของเทคโนโลยี Polyjet ก็ทำให้ได้วัสดุสีในแต่ละกลุ่มวัสดุตามที่กล่าวไว้ข้างต้น และที่สำคัญยังได้เฉดสีต่างๆ ที่เกิดจากการผสมวัสดุแต่ละตัวตามสัดส่วนมากน้อย จนออกมาเป็นเฉดสีให้เลือกใช้ได้สูงสุดถึง 460 สี

โมเดลรองเท้า

โมเดลรองเท้า

       รองเท้านี้สร้างได้ในครั้งเดียวโดยไม่ต้องการการประกอบที่ยุ่งยาก ใช้วัสดุคือ VeroYellow, VeroMagenta และ Rubber- like Tango Black Plus

โมเดลหมวกสำหรับนักปั่นจักรยาน

โมเดลหมวกสำหรับนักปั่นจักรยาน

       สร้างด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ Objet500 Connex3 โดยใช้วัสดุ VeroYellow, VeroMagenta และ VeroCyan

โมเดลแสดงเฉดสี

โมเดลแสดงเฉดสี

       ตัวอย่างชิ้นงานตัวนี้ทำจากวัสดุที่มีความอ่อนตัวคล้ายยาง มีความโปร่งใส และยังมีคุณสมบัติที่สร้างแบบ Digital Material ที่มาความหลายหลากของค่าความแข็งบนชิ้นงานเดียวกัน

โมเดลแว่นตา

โมเดลแว่นตา

       สร้างจากวัสดุแบบโปร่งใสและมีความแข็ง โดยใช้วัสดุ VeroYellow และ Rubber- like Tango Black Plus ในส่วนของตัวกรอบแว่น ส่วนของเลนส์ใช้วัสดุที่ผสมออกมาเป็นเนื้อใสอมเหลือง โดยทั้งชิ้นสร้างได้ในครั้งเดียวกัน

       จากรูปแบบของวัสดุสีที่กล่าวมาคงพอจะเป็นไอเดียในการเลือกใช้งานและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการผลิตผลงานการออกแบบทั้งในส่วนของการสร้างโมเดลต้นแบบที่เสมือนจริงมากขึ้นด้วยสีสันที่สดใส หรือผลิตชิ้นงานที่ตอบเสนอความต้องการในรูปแบบต่างๆ ได้มากขึ้น

บทความโดย สุชนม์ โพธิ์พริก, RP

Cr.applicadthai.com

เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก

ปัจจุบันนี้เราแทบจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า แต่ละวันที่ผ่านไปล้วนแต่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การพัฒนาด้วยเทคโนโลยีแบบที่เรียกว่าก้าวกระโดดทำให้เรามีอุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวกหลากหลาย และตอบสนองความต้องการในหลายๆ ด้าน

       ซึ่งหนึ่งในเทคโนโลยีที่ดูเหมือนว่าจะเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตของมนุษย์เรานั้นก็คงจะเป็นอุปกรณ์ที่เรียกว่า “3D Printer” เมื่อไม่นานมานี้เองประมาณสักปลายปีที่แล้ว อุปกรณ์ชนิดนี้ถูกจับตามองว่าเป็นเทคโนโลยี ที่จะเข้ามาเปลี่ยนโลกเลยทีเดียว โดยนิตยาสาร “Forbes” ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ระบุไว้ในคอลัมน์ capital flows ว่า “3D Printers Will Soon Change The World, If It’s Not Strangled In A Lawyered Up World” เนื้อหาด้านในของบทความมีการกล่าวถึงการใช้เทคโนโลยี 3D Printer ในอุตสาหกรรมด้านต่างๆ เช่น การผลิตอาหาร,เครื่องประดับ,สิ่งประดิษฐ์ต่างๆ และสินค้าที่มีรูปทรงการออกแบบ แบบจำเพาะ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาสามารถผลิตได้เองที่บ้าน และยังสามารถ พัฒนาไปเป็นธุรกิจขนาดย่อมๆได้อีกด้วย

        นอกจากนี้ในบทความยังกล่าวถึงเว็บไซต์หนึ่งที่ชื่อว่า “Thingiverse” เป็นเว็บที่รวบรวมและแบ่งปัน ไฟล์ข้อมูลสามมิติ เพื่อที่จะนำไปผลิตด้วยเครื่อง 3D Printer ถึงตรงนี้คุณผู้อ่านเริ่มมองเห็นอนาคตอันใกล้นี้เหมือนผมแล้วใช่ไหมครับว่า อีกหน่อยเวลาเราจะซื้อ จะหาอุปกรณ์ หรือสินค้า ประเภทใดประเภทหนึ่งมาใช้สักชิ้น เราคงไม่ต้องออกไปข้างนอก เผชิญกับสภาพการจราจรแออัดและผู้คนที่พลุกพล่านกันอีกต่อไป คุณเพียงแค่เข้าไปดาวโหลด สิ่งที่คุณต้องการในอินเตอร์เน็ตไม่ว่าจะเป็นกรอบโทรศัพท์ไอโฟน 5c,5s หรือจะเป็นพวงกุนแจเก๋ๆ สักอัน คุณสามารถปริ้นเองได้ที่บ้าน เพียงไม่นานอาจจิบกาแฟคาปูชิโนสักแก้วรอ พร้อมๆ กับการชมรายการทีวี เพียงเท่านี้ คุณก็จะพบกับชิ้นงานสำเร็จบนเครื่องปริ้นของคุณ และอย่าลืมเอาไปโชว์เพื่อนที่ทำงานของคุณในเช้าวันจันทร์ด้วยล่ะ อย่างไรก็ตามเว็บไซต์ที่คุณสามารถจะเข้าไปดาวโหลด ข้อมูลไฟล์สามมิตินี้ก็มีกันอยู่หลายช่องทาง สามารถหาข้อมูลผ่านทาง google ดูก่อนก็ได้ครับ ส่วนไฟล์ที่เขานำมาแบ่งปันกัน ก็เกิดจากการที่กลุ่มคนรักและชื่นชอบในเทคโนโลยีการปริ้นแบบสามมิติ เขารวมตัวเอาผลงานที่ตนเองได้ออกแบบมาแลกเปลี่ยนกัน จึงทำให้มีไอเดียที่แปลกและหลากหลายอยู่มาก

แทบจะไม่แปลกใจเลยกับการที่นิตยสารชั้นนำของอเมริกา ออกมาคล้ายๆ กัน เตือนว่าเทคโนโลยี 3D Printer จะเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตของมนุษย์ และโลก…โลกของการผลิต โลกของการซื้อขายและ โลกของการออกแบบ ต่อไปนี้เมื่อคุณคิดอยากจะได้อุปกรณ์อะไรสักชิ้น คุณก็ไม่จำเป็นต้องรอให้มีคนผลิตของออกมาก่อน แล้วก็รอของที่ผลิตออกมาขาย จากนั้นก็ไปซื้อมาใช้กัน ไม่ว่าของที่ซื้อมานั้นจะตอบสนองความต้องการของคุณได้มากน้อยแค่ไหน แต่คุณก็ต้องใช้ของสิ่งนั้นอย่างหลีกเหลี่ยงไม่ได้ เพียงเพราะว่าคุณไม่สามารถผลิตได้เอง….

บทความโดย ชัยวัฒน์ พฤฒิพงศ์พิบูลย์

Cr.applicadthai.com

Direct Digital Manufacturing (DDM)

อะไรคือ DDM?

เป็นเวลากว่า 20 ปีที่เทคโนโลยีแห่งอนาคตเริ่มขยับเข้ามาใกล้ตัวเรามากขึ้น สำหรับเทคโนโลยีการผลิตแบบเพิ่มเนื้อ หรือ Additive Manufacturing ที่ก่อนหน้านี้เราได้รู้จักกับการสร้างชิ้นงานต้นแบบอย่างรวดเร็วหรือ Rapid Prototyping ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกรรมวิธีการผลิตแบบ Additive Manufacturing หากถามถึงความแตกต่าง เมื่อเทียบกับกรรมวิธีการผลิตแบบเดิมที่ใช้กันโดยทั่วไป เช่น การกัด กลึง ไส และเครื่องจักร CNC นั้น การผลิตแบบ Additive Manufacturing ก็คือการที่เราสร้างข้อมูลในรูปแบบ 3D Digital Data จากนั้นทำการถ่ายโอนข้อมูลไปสู่ตัวเครื่องที่ทำหน้าที่ผลิต ที่จะทำการสร้างชิ้นงานออกมาเป็นรูปทรงวัตถุ 3 มิติได้โดยตรง ให้เหมือนกันต้นทางที่เราออกแบบไว้ ในปัจจุบันนี้ก็มีหลายเทคโนโลยีให้เลือกใช้ ไม่ว่าจะเป็น FDM, SLA, SLS, MJM, Ink Jet และอื่นๆ

ซึ่งทุกเทคโนโลยีต่างก็ใช้เทคนิคการสร้างรูปทรงแบบ Layer by Layer และชนิดของวัสดุที่ใช้สร้างชิ้นงาน และจุดเด่นที่สำคัญเป็นการผลิตที่ปราศจากแม่พิมพ์ต่างๆ ไม่มีการหล่อ การ Machine ด้วยเครื่องจักรอันยุ่งยากและวุ่นวาย และไม่มีของเสียในกระบวนการ จากรูปแบบการทำงานที่กล่าวมาจึงถูกบริษัท Stratasys นำมาประยุกต์ใช้เป็นเทคนิคการผลิตแบบใหม่ที่เรียกว่า Direct Digital Manufacturing หรือ DDM ซึ่งก็คือการผลิตสิ่งของต่างๆ โดยตรงจากข้อมูล 3D Digital Data ผ่านเครื่องที่ใช้เทคโนโลยี Additive Manufacturing แล้วออกมาเป็นวัตถุสิ่งของที่เราต้องการ

Stratasys ผู้ริเริ่มและนำมาใช้งานอย่างจริงจัง ได้ทำการจำแนกกรรมวิธีการใช้งาน DDM ได้เป็น 3 กลุ่มดังนี้
● ผลิตออกมาเป็นชิ้นงานเพื่อนำไปใช้งานจริง หรือเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่ายจริง โดยอาจสร้างออกมาชิ้นเดียว หรือหลายๆ ชิ้นแล้วมาประกอบกันเป็นสินค้าหรือชิ้นงานนั้นก็ได้ จากนั้นอาจมีการตกแต่ง ทำสี หรือชุบเคลือบต่างๆเพื่อให้ดูสวยงาม หรือตามประโยชน์ใช้สอย (ภาพที่ 1)

● สร้างเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อช่วยในการผลิตสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ก่อนออกจำหน่ายต่อไป (ภาพที่ 2)

● สร้างตัวแม่พิมพ์เพื่อการผลิตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น แม่พิมพ์ฉีดพลาสติก แม่พิมพ์เป่า แม่พิมพ์ขึ้นรูปโลหะแผ่น หรือแม่พิมพ์เพื่อผลิต Pattern สำหรับงานหล่อโลหะ (ภาพที่ 3)

แม่พิมพ์ฉีดพลาสติก

เราลองมาดูตัวอย่างการนำ DDM ไปใช้งานจริงของบริษัทชั้นนำระดับโลกอย่าง BMW

Direct Digital Manufacturing at BMW

BMW

       DDM ได้กลายมาเป็นมาตรฐานใหม่ในการบวนการผลิตของโรงงาน BMW AG ในเมือง Regensburg ประเทศเยอรมัน ซึ่งแต่เดิมเทคโนโลยี FDM ของบริษัท Stratasys เป็นองค์ประกอบสำคัญในขั้นตอนการออกแบบรถยนต์ของบริษัท เพื่อให้ได้รถยนต์ต้นแบบที่สมบูรณ์ในทุกๆมิติ ทั้งในส่วนของรูปทรง การทำงานตาม Function งานต่างๆ ที่ได้ออกแบบไว้ จนในปัจจุบันได้มีการขยายการใช้งานให้ครอบคลุมไปยังหน่วยงานอื่นๆที่เล็งเห็นประโยชน์ของเทคโนโลยีนี้ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของสายการผลิต แผนกที่สร้างเครื่องมือ เครื่องใช้ใหม่ๆเพื่อสนับสนุนการทำงานของโรงงาน

        อีกทั้งแผนกสร้าง Jig & Fixture ก็ได้ใช้ DDM ในการสร้าง Hand tools หลายรูปแบบ เพื่องานประกอบและตรวจเช็คในสายการผลิต BMW ได้พิจารณาถึงศักยภาพการทำงานของเทคโนโลยีที่ DDM สามารถทำงานได้ดีกว่าการทำงานแบบเดิม ซึ่งอาจอธิบายได้ 2 รูปแบบ คือ

● ด้านประสิทธิภาพที่ได้จากการออกแบบ ในการสร้างเครื่องมือต่างๆมาใช้งานนั้น จากเดิมที่มีข้อจำกัดเรื่อง Machine และความสามารถของเทคโนโลยี ปัจจุบัน DDM ทำให้รูปทรงเปลี่ยนไปเพราะสามารถออกแบบได้ตรงตามความต้องการของการใช้งาน ทั้งการออกแบบให้จับถือได้อย่างง่ายดาย กระชับถนัดมือ รวมถึงน้ำหนักของ Hand Tools ที่เบาลงจากเดิมที่ทำด้วยโลหะแล้วมีปัญหาเรื่องความเมื่อยล้าของผู้ใช้งานที่ต้องยกเครื่องมือหนักๆ ใช้งานทุกวัน
● ด้านการลดต้นทุนในการทำงาน เพราะ DDM ช่วยลดค่าใช้จ่ายในขั้นตอนการผลิต ด้านเอกสาร เช่น แบบ Drawing ต่างๆ ที่ไม่ต้องเสียเวลาในการเขียนแบบที่แสดงรายละเอียดสำหรับสร้างชิ้นส่วนเป็นรายชิ้น ซึ่งเป็นงานที่ยุ่งยาก และเสียเวลา แต่ลดงานในส่วนนี้ไปได้เพราะรูปทรงและการผลิตที่เปลี่ยนไป จำนวนชิ้นที่ลดลง ส่วนประกอบที่ลดลงหมายถึงค่าใช้จ่ายที่ลดลง

Article by Suchon Phrphrig

Cr. applicadthai.com

ปริ้นท์บ้านด้วยเทคโนโลยี 3D printer

หลายท่านคงเคยได้ยินที่มีคนพูดถึงการใช้เทคโนโลยี 3D printer มาใช้ในการปริ้นท์บ้านที่ใช้อยู่อาศัยกัน ซึ่งแน่นอนมันยังคงเป็นแนวคิดและจินตนาการของนักประดิษฐ์ทั้งหลาย แต่ในปัจจุบัน แนวคิดเหล่านั้นได้เริ่มแตกออกเป็น แนวความคิดที่หลากหลายมากขึ้น มีแนวคิดที่จะใช้หลักการแบบ เครื่องจักร CNC ที่ใช้ในงานอุตสากรรม มาปริ้นท์บ้านแบบภาพตัวอย่างด้านล่าง

ส่วนอีกแนวคิดหนึ่งก็เป็น แบบ Robot ซึ่งแนวคิดแบบนี้นั้น จะอาศัยแขนที่เหมือนกับ Crane ทั้ง 2 ข้างกับคานขวางตรงกลางที่จะช่วยยึดหัวปริ้นท์ ส่วนตัวเครื่องนั้นก็จะเคลื่อนที่ ตามทางที่เตรียมไว้ ดังภาพประกอบด้านล่าง

       ซึ่งทั้ง 2 แนวคิดนี้ ก็ใช้หลักการที่เรียกว่า Contour crafting ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นโดย Dr. Behrokh Khoshnevis of the University of Southern California ซึ่งวิธีนี้จะใช้การ extrude คอนกรีตเป็นเส้นตามเส้นขอบของผนังโดยค่อยๆ เพิ่มทีละชั้น ( รายละเอียดตามวีดีโอด้านล่าง )

       วิธีดังกล่าวนี้สามารถลดต้นทุนการก่อสร้างได้มากถึง 40 % และยังลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศอีกด้วย ซึ่งถ้าระบบพวกนี้ถูกพัฒนาให้มีการใช้ชิ้นส่วนที่มีความซับซ้อนน้อยและมีราคาที่ถูกลง เราก็จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ในวงการสร้างบ้านแบบ Mass หรือแบบประหยัด เห็นไหมครับเครื่องจักรพวกนี้สามารถปริ้นท์บ้านขึ้นมาทั้งหลังเลยทีเดียว

Cr. applicadthai.com

มาพบกับ Architectural Model ในรูปแบบ 3D Printer

ในปัจจุบันหลายๆ ท่านคงเคยได้ยินหรือได้เห็นนวัตกรรม 3D Printer กันมากขึ้น ซึ่ง 3D Printer ไม่ได้มีบทบาทเพียงแค่ในวงการ การออกแบบอุตสาหกรรมเท่านั้น ในส่วนของวงการการออกแบบสิ่งปลูกสร้างหรืออาคารในต่างประเทศ ก็เริ่มหันมาใช้ 3D Printer ในการขึ้นรูปโมเดล อีกทั้งในปัจจุบันการออกแบบทางสถาปนิกก็ออกแบบกันในรูปของ 3 มิติเป็นพื้นฐาน เพราะสามารถทำเป็น Animation ในการนำเสนอและยังสามารถนำไปขึ้นรูปเป็นชิ้นงาน 3 มิติ เพื่อให้จับต้องได้อีกด้วย ผมขอยกตัวอย่างงานให้เห็นภาพกันดังนี้ครับ

Modezium บริษัท Architectural ModelingModezium บริษัท Architectural Modeling

       จากภาพข้างบนเป็นภาพตัวอย่างจาก Modezium บริษัท Architectural Modeling ในประเทศเกาหลีที่หันมาใช้ 3D Printer หรือเครื่องพิมพ์สามมิติ แทนการใช้ CNC ในการขึ้นรูปชิ้นงานต่าง ๆ ในปัจจุบัน นักออกแบบก็นิยมที่จะออกแบบสิ่งปลูกสร้างที่มี รูปร่างสลับซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งนอกจากความสวยงามแล้ว 3D Printer ยังช่วยประหยัดเวลาในการทำงานอีกด้วย

รายละเอียดของส่วนประกอบต่างๆ

ผลงานจาก Rietveld Architects

ผลงานจาก Rietveld Architects

Model of Stockholm จาก Mitekgruppen

Model of Stockholm จาก Mitekgruppen

Abu Dhabi Edifice จาก McCann Architecture

Abu Dhabi Edifice จาก McCann Architecture

       และนี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของตัวอย่างที่นักออกแบบได้เลือกใช้ Technology 3D Printer มาช่วยสรรค์สร้างแบบจำลองเพื่อนำเสนอผลงานอันมีค่าของพวกเค้าให้ออกมาสู่สายตาของนักลงทุนในชนิดที่จับต้องได้และสมจริงมากที่สุด ในเวลาที่รวดเร็วที่สุด

หากใครสนใจหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ 3D Printer เชิญติดต่อเยี่ยมชมโชว์รูมของเราได้ที่ Tel. 02-745-4242
http://www.applicadthai.com/workshop-3dprinter/images/AppliCAD-Map-Branch1.gif

โดย คุณปฏิพัทธ์ กล่ำประชา

Cr. applicadthai.com