Blog

ชิ้นงานต้นแบบ ช่วยให้งานออกแบบในคอมพิวเตอร์ สามารถจับต้องได้

เครื่องเดินแล้ว สำหรับงานลูกค้า
นึกถึง 3D Printing นึกถึง Rabbit Prototype
_______________________________________
สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
☎️ 0-2744-9874
📮 service@rabbitprototype.com

งาน CNC ของ Rabbit Prototype และ ทีม SolidCAM (AppliCAD)

งาน CNC :
เกิดจากความร่วมมือของ Rabbit Prototype และ ทีม SolidCAM (AppliCAD)

#CNC #3dmodels #prototype #3dPrinting
_______________________________________
สนใจงาน Prototype สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
☎️ 0-2744-9874
📮 service@rabbitprototype.com

%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99-cnc %e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99-cnc-01

 

ทางเลือกใหม่ในการสร้าง Tooling

ทางเลือกใหม่ในการสร้าง Tooling เปลี่ยนวิธีการทำงานแบบเดิมๆ สู่นวัตกรรมการสร้าง Tooling ด้วยเทคโนโลยี Additive Manufacturing เพื่อการผลิตยุคอุตสาหกรรม 4.0

การปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Revolution) คือ ช่วงเวลาตั้งแต่ ค.ศ. 1750 – 1850 เมื่อการเปลี่ยนแปลงในภาคเกษตรกรรม, การผลิต, การทำเหมืองแร่, การคมนาคมขนส่ง และเทคโนโลยี ส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อสภาพสังคม, เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมในขณะนั้น ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์โลก โดยส่งผลกระทบในเกือบทุกแง่มุมของชีวิตประจำวันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และนับจากอดีตเมื่อเริ่มมีการปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคแรกๆ เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันนี้ที่เรากำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหม่ ในการเข้าสู่อุตสาหกรรมในยุค 4.0 (Industry 4.0) เทคโนโลยีการผลิตได้พัฒนาไปอย่างมาก จนเรียกได้ว่าก้าวล้ำอนาคตเข้าไปทุกวัน และหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่ได้เข้ามามีบทบาทอย่างมาก แน่นอนเรากำลังพูดถึงเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ หรือ 3D Printing นั่นเอง แล้วเราจะได้ประโยชน์จากการใช้งานเทคโนโลยีการพิมพ์แบบ 3 มิติ นี้ได้อย่างไร และเจ้าสิ่งนี้จะช่วยเราได้มากน้อยสักแค่ไหนในโลกของการผลิตยุคใหม่ ตามมาดูกันเลยดีกว่า

เชื่อว่าหลายๆ ท่านในวงการอุตสาหกรรมคงจะเคยได้ยินคำว่า Rapid Prototyping กันมานานแล้ว แม้ว่าปัจจุบันนี้จะเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น 3D Printing หรือเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ กับกระแสที่เรียกว่าแรงดีไม่มีตกอยู่ทุกวันนี้ จริงๆ แล้วไม่ว่าจะชื่อไหนก็มาจากหลักการเดียวกันก็คือ Additive Manufacturing (AM) หรือการผลิตแบบเพิ่มเนื้อนั่นเอง และแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับการผลิตแบบเดิมที่เราใช้กันโดยแพร่หลายซึ่งเรียกว่า Subtractive Manufacturing หรือการผลิตแบบตัดเนื้อออก ตัวอย่างเช่น เครื่องจักร CNC เป็นต้น ซึ่งแต่เดิมเทคโนโลยี 3D Printing มักถูกใช้เพียงเพื่อสร้างวัตถุต้นแบบจากโมเดล 3 มิติ หรือ Prototype แต่ในปัจจุบันได้มีการประยุกต์ใช้เพื่อเข้ามาช่วยงานในหลายๆ ด้าน และนำไปใช้งานจริงๆ กันแล้ว

  • Functional parts 29%
  • Patterns and tooling 26%
  • Functional prototypes 5%
  • Concept Model 4%
  • Education 1%
  • Other 2%

article_rp_01

แต่ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจความแตกต่างของกรรมวิธีการผลิตทั้ง 2 แบบ ก่อนซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการเลือกใช้ เพราะแต่ละวิธีต่างมีจุดเด่นกันคนละด้าน และเราคงไม่สามารถปฏิเสธเทคโนโลยีเดิมได้ แล้วเทคโนโลยี Subtractive Manufacturing มีข้อจำกัดอะไรในการผลิตบ้างล่ะ

  • มีข้อจำกัดเรื่องรูปทรง ความซับซ้อนของงาน เช่น ต้องไม่มี Undercut
  • มีของเสียในกระบวนการทำงานเยอะ
  • ไม่เอื้อต่อการผลิตจำนวนน้อย เพราะราคาจะสูงมาก
  • มีความยุ่งยากในกระบวนการทำงานและมีขั้นตอนเยอะ
  • ต้องอาศัยทักษะและแรงงานของมนุษย์ในเกือบทุกขั้นตอนการทำงาน
  • ต้องจัดทำเอกสารข้อมูล เพื่อใช้ในการสั่งงาน กระจายงาน
  • บ่อยครั้งต้องมีการว่าจ้างผู้ผลิตภายนอก หรือ Outsource

หลายๆ ข้อจำกัดที่กล่าวไปนั้น เป็นอุปสรรคต่อการทำงานในอุตสาหกรรมในยุค 4.0 ที่เน้นการเชื่อมโยงข้อมูลแบบอัตโนมัติและเป็นระบบที่ใช้คนน้อยมากๆ เพราะเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ จะสามารถประสานงานกันได้เองผ่าน Internet หรือที่เรียกกันว่า Internet of Thing (IOT)

แล้วอะไรคือ Alternative Tooling หรือ Tooling ทางเลือกล่ะ จริงๆ แล้วต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนในโลกของการผลิตในแทบจะทุกจุด แต่ความน่าสนใจก็คือ ใครมองเห็นโอกาสก่อนกัน และเห็นมุมที่จะใช้เทคโนโลยีได้มากกว่ากัน ซึ่งทุกๆ โอกาสที่ผู้ผลิตต่างมองหาคงหนีไม่พ้นว่าจะทำอย่างไรถึงจะผลิตของได้คุณภาพดีขึ้น ราคาต้นทุนต่างๆ ลดลงเพื่อแข่งขันได้ และเวลาที่เร็วขึ้นในทุกๆ ขั้นตอนนั่นเอง โจทย์ใหญ่ตรงนี้เกือบทุกครั้งเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสมอ

article_rp_02

Design for Machining 

(เน้นผลิตง่าย แล้วมาประกอบเข้าด้วยกัน)   

article_rp_03

Design for Additive Manufacturing (AM)

(ออกแบบได้ตรงวัตถุประสงค์ และยังผลิตง่ายขึ้นด้วย)

การสร้าง Tooling ทางเลือกใหม่ก็เพียงการดึงเอาจุดเด่นของการผลิตแบบเพิ่มเนื้อ Additive Manufacturing (AM) มาใช้นั่นเอง ทั้งเรื่องของรูปทรงของงานที่เกือบจะเรียกได้ว่าไม่มีข้อจำกัด เราจึงจะได้เห็นรูปร่างหน้าตาที่เปลี่ยนไป แต่เปลี่ยนไปในลักษณะของการออกแบบได้ตรงตามความต้องการใช้งานมากขึ้น งานประกอบก็น้อยลง ซึ่งหมายถึงค่า Error ต่างๆ ก็ลดลงไปด้วย

ลองจินตนาการถึงการผลิตที่ไร้ข้อจำกัด ทั้งด้านค่าใช้จ่าย และเวลาในการใช้เครื่องมือต่างๆ ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะในขั้นตอนใดของวงจรการผลิตสามารถสร้างงานประกอบจับยึดชิ้นงาน Jig & Fixture ในจำนวน Low Volume ได้โดยตรงจากสร้างไฟล์ 3D CAD สามารถสร้าง Tool ที่เหมาะสมกับงานได้เอง ไม่ต้องจ้าง ไม่ต้องรอ เพิ่มความเร็วในการผลิตได้ถึง 83% อย่างเช่น กรณีของ Genesis ที่ผลิตแขนกลอัจฉริยะเพื่อช่วยใช้ยึดจับชิ้นงานในระยะเวลาอันสั้น และในราคาที่ถูกกว่าราคาปกติมาก

ด้วยกระบวนการพิมพ์ที่ง่าย เสถียร รวดเร็ว สามารถออกแบบ และผลิต Tooling, Jig & Fixture รวมถึงชิ้นงานจริงได้ทันที ช่วยผลิตงานที่ตรงตามความต้องการได้ ทำให้ลดเวลา และขั้นตอนในกระบวนการผลิต ทำให้ผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็วถึง 80%  มีคุณภาพ ดังเช่น Ducati ที่สามารถลดระยะเวลาในการออกแบบลงได้ถึง 20 เดือน สำหรับการออกแบบเครื่องยนต์

ด้านของเสียในกระบวนการผลิตก็ลดลง เพราะไม่ต้องมีส่วนของเนื้อวัสดุที่ถูกตัดออกไป ทำให้สามารถประหยัดต้นทุนได้ หรือลดค่าใช้จ่ายอันเนื่องมาจากความผิดพลาดต่างๆ ได้ด้วย ซึ่ง University of Texas, Dallas สามารถลดต้นทุนในการผลิตต้นแบบของระบบเซนเซอร์สำหรับนักกีฬาในมหาวิทยาลัยเทคซัสได้ถึง 75%

ส่วนประโยชน์ด้านอื่นๆ เช่น ลดในส่วนของการทำแบบ หรือ Drawing และงานเอกสาร งานจัดซื้อจัดจ้าง งานที่ใช้เครื่องจักรหลายๆ ตัวมาช่วยกันทำ Tooling จนถึงงาน Outsource ก็ลดลง เพราะเราสามารถทำเองได้ด้วยเครื่อง 3D Printer เพียงเครื่องเดียว แถมยังใช้คนเพียงคนเดียวก็สามารถทำงานทั้งหมดนี้ได้อีกด้วย

image

นอกจากความสามารถของ Alternative Tooling ที่กล่าวมาแล้วนั้น ด้วยเทคโนโลยีรูปแบบนี้ทำให้เหมาะที่จะรองรับความต้องการสั่งผลิตในลักษณะ Mass Customization ของอุตสาหกรรมในยุค 4.0 ที่พฤติกรรมผู้บริโภคและโลกการผลิตเปลี่ยนไป เพราะมีต้นทุนการผลิตต่อชิ้นที่ต่ำมาก และมีรอบการเปลี่ยนแบบได้บ่อยๆ ซึ่งตัว Tooling นั้นต้องปรับตามไปด้วย

แล้วตอนนี้มีใครที่นำ Alternative Tooling ไปใช้งานบ้าง เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับวงการผลิตแล้วนะครับ โดยเฉพาะในต่างประเทศเริ่มนำมาใช้กันสักระยะหนึ่งแล้ว และได้มีการปรับปรุงพัฒนากันมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เหมาะสมกับงานและกระบวนการผลิตในต่างละสาขา และแน่นอนว่ามีหลายๆ บริษัทในประเทศไทยของเราที่ได้นำเทคโนโลยีนี้เข้ามาช่วยงานด้วยเช่นกัน

สำหรับเครื่อง 3D Printer ซึ่งเป็นหัวใจหลักของ Alternative Tooling นั้น บริษัท Stratasys ก็เป็นผู้บุกเบิกที่สำคัญในการนำเอาเทคโนโลยี Additive Manufacturing (AM) นี้มาใช้ในงานสายการผลิต เพราะผลิตภัณฑ์ของบริษัทมีจุดเด่นในเรื่องคุณภาพงานและวัสดุที่ผลิตด้วยเครื่อง 3D Printer ของ Stratasys มีให้เลือกใช้ตรงตามความต้องการของ Tooling ที่เรากำหนด

นอกจากนี้ยังได้มีการเก็บรวบรวมข้อมูลและ Case Study งานที่ได้ร่วมกันทำและเรื่องราวความสำเร็จจากบริษัทชั้นนำทั่วโลกถึงประสิทธิภาพและประโยชน์ของ Alternative Tooling ซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมการผลิตของไทยเราด้วยเช่นกัน

article_rp_05article_rp_06

การผสมผสานที่ลงตัว

อย่างที่ทราบว่าทั้ง 2 เทคโนโลยีต่างมีข้อดีกันคนละแบบ ในบางครั้งเราก็สามารถทำงานแบบผสมผสานเข้าด้วยกันได้เลย เช่น บางจุดที่เราต้องการควมคุมค่า Accuracy ให้ได้ในระดับพรีซิชั่นสูงๆ ก็สามารถใช้การกัดด้วยเครื่อง CNC เฉพาะจุดหรือบริเวณนั้นๆ ได้ รวมถึงการเจาะ และการต๊าปเกลียวต่างๆ นอกจากนั้นยังสามารถใช้การประกอบงานที่ผลิตจากเครื่อง 3D Printer เป็นชุดย่อยเข้ากับแผ่นฐานที่เป็นโครงสร้างหลักของ Jig & Fixture เพื่อให้งานแข็งแรง หรือสำหรับงานใหญ่ๆ ได้

article_rp_07

ภาพงาน Jig & Fixture ขนาดใหญ่ที่ใช้การประกอบร่วมกันของ 2 เทคโนโลยี

หวังว่าท่านคงจะได้ความรู้และไอเดียในการนำเทคโนโลยี Additive Manufacturing (AM) มาใช้งานสร้าง Tooling เพื่อการผลิตได้บ้างไม่มากก็น้อย สำคัญคือ ไม่ได้เน้นการใช้แทนเทคโนโลยีเดิมได้ทั้งหมด แต่เป็นการเติมเต็มจุดด้อยและข้อจำกัด เพื่อให้ได้งานที่ตอบโจทย์กับโลกอุตสาหกรรมยุคใหม่ ที่ต้องเร็ว ต้องแข่งขันด้านราคากับคู่แข่งได้ และยังต้องตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดอยู่เสมอ เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว การรู้จักและเรียนรู้แต่เนิ่นๆ ล้วนสร้างความได้เปรียบแก่เรา และ บริษัท แอพพลิแคด จำกัด ก็พร้อมจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะดูแลและเดินไปข้างหน้าพร้อมกับเพื่อนๆ ผู้ประกอบการทุกท่าน เพื่อก้าวเข้าสู่การเป็นประเทศไทย 4.0 (Thailand 4.0) ตามนโยบายของรัฐบาล และก้าวไปสู่โลกของการผลิตในยุคอุตสาหกรรม 4.0 (Industry 4.0) เพื่อที่จะสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน

alternative-tooling

7 เหตุผลว่าทำไหม กลุ่มโรงงานอุตสหกรรมจึงเปิดแขนรับเทคโนโลยี 3D printing กันช้าเหลือเกิน

1) It’s Not Applicable
สำหรับอุตสหกรรม ที่ผลิตของเดิมๆ ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงแบบ และขบวนการผลิตที่ใช้อยู่ มีประสิทธิ์ภาพสูงอยู่แล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องนำเทคโนโลยี่ใหม่ๆเข้ามาใช้ให้ยุ่งยาก

2) Thought Not Applicable
แต่บางครั้ง สิ่งที่คิดว่าไม่จำเป็น เกิดจากแนวคิดของทีมบริหาร ที่อาจจะยังมองไม่เห็นโอกาสที่เทคโนโลยี่จะนำประโยชน์มาให้แก่องค์กรได้ เช่นใครจะนึกว่า Drone จะกลายเป็นหนึ่งกลยุกต์ที่หลายบริษัทจะนำมาใช้ในการส่งของ 3D printer ก็เช่นกัน สามารถใช้หลากหลายรูปแบบ พลิกแพลงไปตามจินตนาการของผู้ใช้

3) Don’t Understand The Potential
และการที่มองไม่เห็นโอกาส ก็เกิดมาจากการยังไม่เข้าใจในตัวเทคโนโลยี่และทีมพัฒนายังคิดในกรอบ ยึดติดกับแนวคิดเดิมๆ เช่น อุตสหกรรมการบิน ต้องใช้เวลาหลายปี กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ว่า 3D printing สามารถนำความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงมาสู่การออกแบบเครื่องบิน เพราะ 3D printing สามารถผลิตชิ้นส่วนที่ไม่มีขบวนการผลิตอื่นๆทำได้ เมื่อทีมพัฒนาเปิดกว้างรับความคิดใหม่ๆ การออกแบบก็จะเริ่มก้าวกระโดดไปสู่บางสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนได้ เช่น เครื่อง jet engine ที่สามารถจับหลายๆชิ้นส่วนรวมกันเป็นชิ้นเดียว ลดน้ำหนัก เพิ่มประสิทธิ์ภาพโดยรวม เป็นอะไรที่ไม่เคยมีมาก่อน

4) Never Heard Of It
เอาจริงๆ คนส่วนมากยังไม่รู้ว่า 3D printer คืออะไร ถ้าให้ไปถาม ช่างกึงเหล็กตามห้องแถว หลายคนจะงงว่า มันคืออะไร และ เกี่ยวอะไรกับงานที่เค้าทำได้ หลายๆอาชีพงาน มักจะต้องทำอะไรซ้ำๆเดิมๆ จนไม่มีเวลาหรือความกระตื้อรื้อร้น ที่จะหาวิธีใหม่ๆมาพัฒนาขบวนการให้ดีขึ้น

5) Consumer Craze
ช่วงปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ ข่าวของ 3D printer มักจะไปแนวทางของตลาดบริโภคทั่วไป มากกว่าจะมองเป็นอุปกรณ์เครื่องจักรสำหรับอุตสหกรรม (ส่วนมากเครื่อง 3D printer ระดับอุตสหกรรม จะไม่ใช้คำ 3D printer แต่จะใช้ศัพย์ย่อเทคโนโลยี่ที่ใช้แทน เช่น SLM, PROJET, MULTIJET FUSION) ทำให้คนที่อยู่ในอุตสหกรรมมีความคิดที่ว่า เทคโนโลยี่มีไว้ใช้สำหรับในบ้านเท่านั้น

6) Cost To Change
แม้จะรู้ว่าเทคโนโลยี่ 3D printing นำประโยชน์มากมายมาให้แก่โรงงานได้ แต่หลายครั้ง ก็ไม่สามารถนำมาใช้ได้ เพราะด้วย ต้นทุนค่าใช้จ่ายสูงมาก เครื่อง 3D printer ระดับอุตสหกรรมมีราคา กันหลักล้านจนเป็นหลายสิบล้าน และ ยังต้องมีทีมผู้มีความรู้ด้าน CAD และ ต้องซื้อซอพแวร์อีกหลายแสน การดูแล วัสดุ และ ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ทำให้เทคโนโลยี่นี้ ยังเข้าไม่ถึงสำหรับหลายอุตสหกรรม ที่มีขนาดไม่ใหญ่

7) Old Age
หลายโรงงาน ที่ติดต่อเข้ามาซื้อ 3D printer ผู้ที่ทำเรื่องจัดซื้อ มักจะเป็นเจนเนอร์ชั่นใหม่ของบริษัท เช่นลูกชายเจ้าของ หรือ นักเรียนที่เพิ่งจบและสามารถพูดโน้มน้าวหัวหน้าแผนก ว่าเทคโนโลยี่นี้จำเป็นต่อการทำงานอย่างไร ส่วนมากผู้ใหญ่จะแค่เข้ามาแวะดูว่ามันทำงานอย่างไร แต่ก็ปล่อยให้เด็กรุ่นใหม่ จัดการทุกอย่างด้วยตนเอง ดังนั้น ถ้าบริษัทหรือโรงงานไหน ไม่เปิดรับความคิดเห็นของเด็กรุ่นใหม่ ก็คงยากที่จะนำเทคโนโลยี่ใหม่ๆเข้าไปใช้งานได้

ที่มาบทความ : http://www.fabbaloo.com// 3D Printer Thailand

ทำความรู้จักกับ 3D Printing หรือ การพิมพ์ 3มิติ

3D Printing คืออะไร?

3D Printing คือการสร้างชิ้นงานออกมาในลักษณะที่จับต้องได้ ถ้าจะพูดให้เห็นภาพก็คือ

  • 3D Printer : ได้ขวดที่เป็นเหมือนขวดจริงๆ
  • 2D Printer : ได้ภาพขวดที่พิมพ์ลงบนกระดาษ

untitled-1-01

3D Printing ทำอะไรได้บ้าง?

  • สร้างผลิตภัณฑ์ต้นแบบ (Prototyping & Product Design) เช่น ชิ้นส่วนอะไหล่, โมเดลจำลอง, เครื่องประดับ ฯลฯ
  • การศึกษา ( Education)
  • การแพทย์ และ ทันตกรรม (Medical & Dental) 3D Printing เหมาะกับอุตสาหกรรมการแพทย์อย่างมาก เนื่องจากร่างกายคนเรามีสัดส่วนและขนาดไม่เหมือนกัน นอกจากการใช้สร้าง Prototype สำหรับอุปกรณ์การแพทย์แล้ว 3D Printer ยังช่วยให้เราสามารถผลิตอุปกรณ์ที่มีขนาดและรูปร่างเฉพาะสำหรับแต่ละบุคคลได้ เช่นการทำครอบฟัน ฟันปลอม อุปกรณ์ช่วยฟัง
  • ยานยนต์ (Automotive) วงการยานยนต์เป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่มีการใช้ 3D Printing ใช้ในการออกแบบทำ Prototype ชิ้นส่วนที่ใช้ในรถยนต์ หรือแม้กระทั่งใช้เป็นชิ้นส่วนที่ใช้งานจริง เช่นในรถแข่ง F1

ซึ่งนี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งในอีกหลายๆ อย่างเท่านั้น ที่ 3D Printing สามารถทำได้ ถ้าพูดว่า คุณอยากจะทำอะไร คงจะให้คำตอบได้ง่ายกว่า

 

 

วัสดุที่ใช้มีอะไรบ้าง?

ประเภทใหญ่ๆ ก็คือ พลาสติกแข็ง, โลหะ, ยาง, ปูน(ผง)

  • ABS
  • PC
  • PLA
  • GYPSUM (Powder)
  • PETG
  • POM งานประเภทโลหะนั้นไม่ได้รับความนิยม เนื่องจากราคาที่สูงมาก

หนูน้อยแต่งชุดผี Spirited Away ดังรับฮาโลวีน ขวัญใจชาวเน็ตคนใหม่

กลายเป็นเด็กน้อยผู้โด่งดังชั่วข้ามคืนไปซะแล้ว กับหนูน้อยชาวไต้หวันในชุดฮาโลวีน ที่ตอนนี้เชื่อว่าไม่ว่าหน้าฟีดของใครก็จะมีภาพของหนูน้อยคนนี้ในชุด “ผีไร้หน้า”(No face) เป็นหนึ่งในตัวละคร ชื่อดังจากอนิเมชั่นเรื่อง Spirited Away

The Academy of Motion Picture Arts and Sciences will expand its three-month celebration of anime with a screening of the 2002 Oscar¨-winning animated feature ÒSpirited AwayÓ on Friday, July 17, at 7:30 p.m., and ÒA Tribute to Animation Master Hayao MiyazakiÓ on Tuesday, July 28, at 7:30 p.m. Both events will take place at the AcademyÕs Samuel Goldwyn Theater and will include extended gallery hours for the AcademyÕs ongoing exhibition ÒANIME! High Art Ð Pop Culture.Ó Pictured here: SPIRITED AWAY, 2002.
ภาพอนิเมชั่นเรื่อง Spirited Away

ภาพชุดที่โด่งดังในโลกโซเชียล

แต่ด้วยความที่หนูน้อยแต่งตัวมาเหมือนต้นฉบับมากทั้งชุดสีดำและใบหน้าที่ถูกทาจนขาว ทำให้เพื่อนที่โรงเรียนเกิดกลัวจริงๆ
ร้องไห้โฮและไม่ยอมเข้าใกล้ แต่หนูน้อยคนนี้ก็ยังคงนิ่งเฉยราวกับกำลังรักษาคาแรคเตอร์ของผีตัวนี้อยู่
และหลังจากทราบว่ามีคนชื่นชมรูปของลูกอย่างมาก จึงกระหน่ำลงรูปให้พวกเราได้ดูกันอย่างจุใจ นอกจากนี้ ยังมีภาพน่ารักๆ รูปอื่นๆ ของเธอในเวลาที่ยังไม่ได้ทาหน้าขาว ก็เผยให้เห็นโฉมหน้าที่น่ารักตัวจริงอีกด้วย

เรียกได้ว่าทำให้ ผู้ใหญ่อย่างเราๆ ก็อดไม่ได้ ที่อมยิ้มไปกับ การแต่งกายคอสเพลย์ น่ารักๆ
จากหนูน้อยชาวไต้หวันคนนี้ และแถมตัวจริง ก็ยังน่ารักไม่แพ้ตอนแต่งเป็นผีน้อยอีกด้วย

ขอบคุณรูปภาพประกอบ : Sanook.com

เทคโนโลยีการสร้างต้นแบบรวดเร็ว “ต้นแบบอวัยวะ”

‘การสร้างต้นแบบหรือแบบจำลองอวัยะนั้น อาศัยเทคโนโลยีที่เรียกว่า เทคโนโลยีการสร้างต้นแบบรวดเร็ว (Rapid Prototyping Technology) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในหลายแวดวง สำหรับบ้านเราจะใช้ในแวดวงอุตสาหรรมเป็นหลัก โดยเฉพาะ อุตสาหกรรม ยานยนต์ อุตสาหกรรมแม่พิมพ์ และอุตสาหกรรมรองเท้า ประเทศไทยได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีนี้ จากประเทศเบลเยียม เมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว โดยมีสถาบัน AIT เป็นแกนหลัก ซึ่งศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ได้มีโอกาส เข้าไปร่วมงานด้วยตั้งแต่ต้น

rapid-prototyping-3up-3b
เทคโนโลยีการสร้างต้นแบบรวดเร็วทางการแพทย์ ก็เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ได้รับการถ่ายทอดในครั้งนั้น ซึ่งหลังจากโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีฯ ที่ AIT เสร็จสิ้น เอ็มเทค ได้สานต่อองค์ความรู้ด้านนี้ ด้วยเล็งเห็นว่าเป็นเทคโนโลยีที่มีประโยชน์ ต่อวงการแพทย์ของประเทศ ในด้านการพัฒนาเครื่องมือเครื่องใช้ทางการแพทย์ รวมทั้งการรักษาผู้ป่วย กระบวนการสร้างต้นแบบรวดเร็วทางการแพทย์ เริ่มต้นจากการป้อนข้อมูล อวัยวะส่วนต่าง ๆ ของผู้ป่วย เพื่อสร้างภาพต้นแบบ 3 มิติขึ้นในคอมพิวเตอร์ โดย อวัยวะที่มีโค3d-printing-skullรงสร้างเป็นกระดูก จะได้ข้อมูลจากเครื่องถ่ายภาพทางคอมพิวเตอร์(Computer Tomography, CT) แต่หากเป็นเนื้อเยื่ออ่อน ก็จะได้จากเครื่องสร้างภาพ ด้วยสนามแม่เหล็ก (Magnetic Resonance Imaging, MRI) เมื่อสร้างภาพต้นแบบ 3 มิติขึ้นแล้ว จะเข้าสู่กระบวนการวิเคราะห์ในคอมพิวเตอร์ เพื่อแยกส่วนของอวัยวะ ที่สนใจออกจากภาพโดยรวม ขณะเดียวกัน ก็แก้ไขภาพของอวัยวะ ในบางบริเวณ เพื่อความถูกต้องของรูปทรง จากนั้นจะเก็บภาพในรูปแบบของไฟล์ STL เพื่อให้สอดคล้อง กับการทำงานของเครื่องสร้างต้นแบบรวดเร็ว

ระยะเวลาในการสร้างต้นแบบขึ้นอยู่กับความละเอียดของชิ้นงาน ความสูงของชิ้นงาน และเทคนิคที่ใช้ ซึ่งมีหลายเทคนิค ได้แก่ Stereolithography (SLA), Fused Deposition Modeling (FDM) และ 3D Printing

 

การใช้งานต้นแบบทางการแพทย์

การใช้งานต้นแบบทางการแพทย์ มีในงานด้านศัลยกรรมตกแต่ง ศัลยกรรมใบหน้า ศัลยกรรมช่องปาก ศัลยกรรมประสาท ออร์โธพีดิกส์ หรือทางด้านทันตกรรม ซึ่งต้นแบบทางการแพทย์ ที่ได้สามารถช่วยให้แพทย์ สัมผัสและศึกษาอวัยวะ ที่จะรักษาได้อย่างละเอียด ช่วยในการวิเคราะห์โรค และวางแผนการรักษาได้ อย่างถูกต้องแม่นยำมากขึ้น รวมถึงการทดลองผ่าตัดก่อนการผ่าตัดจริง เพื่อฝึกฝนให้เกิดความคล่องแคล่ว โดยเฉพาะในรายที่การผ่าตัดมีความซับซ้อน
ในกรณีที่ผู้ป่วยต้องใช้อุปกรณ์ฝังใน เช่น สกรู แผ่นดามกระดูกนั้น แพทย์สามารถ ใช้ต้นแบบทางการแพทย์ เพื่อออกแบบวัสดุฝังในได้ล่วงหน้าและอย่างถูกต้อง โดยสามารถทดลองจัดวางวัสดุฝัง ในบนต้นแบบทางการแพทย์ก่อนการผ่าตัดจริง ซึ่งหากไม่เหมาะสมก็สามารถปรับแก้ไขได้ จึงช่วยร่นระยะเวลาการผ่าตัดจริงลงได้ นอกจากนี้ต้นแบบทางการแพทย์ ยังเป็นประโยชน์ต่อการปรึกษา การรักษาของ คณะแพทย์ที่ผ่าตัด สำหรับผู้ป่วยและญาตินั้น ต้นแบบทางแพทย์ จะช่วยให้ผู้ป่วย หรือญาติ เข้าใจถึงลักษณะการผ่าตัดได้อย่างชัดเจน
19

จะเห็นได้ว่าประโยชน์ของต้นแบบนั้น มีต่อแพทย์และผู้ป่วยมีมากมาย นอกจากนี้ ยังสามารถเครื่องมือ ทำแม่พิมพ์สำหรับหล่อวัสดุการแพทย์ด้วย.

 

ขอบคุณบทความ : MTEC

สถาบันสุขภาพทุกแห่งในต่างประเทศได้ร่วมมือกันสร้างคลังข้อมูลออนไลน์ที่เกี่ยวกับ โมเดลหัวใจ จากเครื่อง 3D Printer

ในปัจจุบันเทคโนโลยีด้านการพิมพ์ และ สแกน 3 มิติ ที่เกี่ยวข้องกันกับด้านสุขภาพกำลังจะกลายเป็นมาตราฐานมากขึ้น อีกทั้งยังได้ครอบคลุมไปถึงการผ่าตัดช่วยชีวิต ด้วยตัวช่วยจากการพิมพ์สามมิติ ที่พิมพ์แบบจำลองชิ้นส่วนอวัยวะในการผ่าตัด ซึ่งในบางเคสที่การผ่าตัดธรรมดาไม่สามารถทำได้ และ ในบางเคสก็ไม่เคยใช้การพิมพ์สามมิติ ร่วมกับการผ่าตัดมาก่อน แต่ขั้นตอนเหล่านี้ กำลังจะกลายเป็นเรื่องธรรมดามากขึ้น เมื่อผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมการแพทย์ เริ่มต้นที่จะพูดคุยถึงมาตรฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้

heartmodel

3D model of a heart with neonatal pulmonary atresia VSD. [Image: Dr. Matthew Bramlet] 

ศูนย์ดูแลสุขภาพ OSF และ สถาบันสุขภาพแห่งชาติ (NIH) ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการทำ 3D สแกนและพิมพ์โมเดลสามมิติ  อีกทั้งยังร่วมกับ สมาคมโรคหัวใจอเมริกา (AHA) เพื่อสร้างห้องสมุดออนไลน์เกี่ยวกับโมเดลหัวใจสามมิติ ที่แพทย์ทั่วโลกจะสามารถส่งแบบจำลองของ หัวใจที่มีข้อบกพร่องแต่กำเนิด โดยตรงจากภาพสแกนของผู้ป่วย และตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีความชำนาญในการสร้างแบบจำลองหัวใจสามมิติ

heartses

 

และ เมื่อเร็วๆ นี้ ตัวแทนจาก AHA และ NIH ได้พบกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ในการสร้างแบบจำลอง 3 มิติจาก OSF และ มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์, วิทยาลัยแพทยศาสตร์ที่พีโอเรีย, มหาวิทยาลัยจอร์จวอชิงตันแพทย์ศาสตร์ และรัฐนิวเจอร์ซีย์โรงเรียนแพทย์สำหรับการอภิปรายโต๊ะกลมเกี่ยวกับ ความคิดริเริ่มในเรื่องนี้heart1

ดร.แบรมเล็ต และ สถาบัน NIH หวังว่า ห้องสมุดออนไลน์หัวใจ 3 มิติ แห่งนี้ นอกจากจะกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาห้องสมุดออนไลน์ที่คล้ายๆกัน ในอวัยวะอื่นๆในร่างกายของมนุษย์ที่จะใช้แบบจำลอง 3 มิติ ขยายไปยังส่วนอื่นๆ เช่น การศัลยกรรมกระดูก และยังหวังว่าเทคโนโลยีนี้จะกลายเป็นส่วนหนึ่ง และ ถาวรของด้านการแพทย์…

 

ถือว่าเป็นข่าวดีสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ และ วงการแพทย์ ที่ในอนาคตเราอาจไม่ต้องรับความเสี่ยง หรือ ลดความเสี่ยงในการผ่าตัดลง ในการผ่าตัดเกี่ยวกับหัวใจ

 

ข้อมูล : www.3dprint.com
เรียบเรียงบทความ : meeCho

ความสำคัญของต้นแบบอาหารและบรรจุภัณฑ์กับอุตสาหกรรมอาหาร

ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำให้เครื่องพิมพ์สามมิติเริ่มมีราคาถูกลงและหลากหลายฟังค์ชั่น ซอฟต์แวร์จำพวกตระกูล CAD ที่ใช้ออกแบบงานสามมิติก็มีเยอะแยะมากมายหลายแบบ แถมยังมีเครื่องมือประมวลผลที่รวดเร็วและมีราคาถูกลง ทำให้วิธีการสร้างต้นแบบต่างๆออกมาได้อย่างรวดเร็วมาก ไม่เสียเวลารอ แถมยังมีอีกหลายวิธีที่จะสร้างออกมาไม่ว่าจะเป็นการใช้เลเซอร์เผา (SLS) เครื่องปั้นแบบ (SLA) เครื่องพิมพ์แบบสามมิติ (3DP) ที่เราจะพบได้บ่อยในอุตสาหกรรมมยานยนต์และอวกาศ เพราะนำไปใช้ผลิตเป็นแผงรับแสงอาทิตย์ Solar Cell เพื่อผลิตไฟฟ้าป้อนประชาชนได้มากถึง 1.3 พันล้านคนเลยทีเดียว

ภาพรวมของการสร้างต้นแบบอาหารกับวงการอุตสาหกรรมอาหารนั้น จะแบ่งออกไปได้เป็น 2 แบบใหญ่ๆโดยใช้ครื่องพิมพ์แบบสามมิติได้แก่

1 บรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม

2 อาหารต้นแบบสำหรับการผลิตอาหาร

printing-3d-parts-benefits-3d-printing-packaging-industry-3
ขั้นตอนการสร้างต้นแบบของบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มนี้ แม้จะรวดเร็วแต่เมื่อเข้าสู่การผลิตอย่างเต็มรูปแบบแล้วจะมีความแตกต่างจากหลายๆวงการอุตสาหกรรมโดนเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และอวกาศ ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้พัฒนาและปั้นต้นแบบจะมีความชำนาญในด้านนี้แค่ไหน เมื่อมีเทคโนโลยีเครื่องพิมพ์สามมิติแล้ว ก็ทำให้ต้นแบบบรรจุภัณฑ์นั้นไม่ต่างไปกับสินค้าจริงๆเลย เมื่อต้นแบบบรรจุภัณฑ์มีความสำคัญกับการตลาดมากขึ้น ก็เลยทำให้เทคโนโลยีเครื่องพิมพ์สามมิติได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน จึงทำให้หลายๆบริษัทกล้าลงทุนซื้อเครื่องพิมพ์สามมิติและจ้างผู้เชี่ยวชาญมาทำงานเพื่อกระตุ้นยอดขายของสินค้าชิ้นนั้นๆด้วย

 

ต้นแบบอาหารสามมิติ

3d-printer-foodเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากสำหรับวงการอาหารที่มีความเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเครื่องพิมพ์สามมิติ ซึ่งเราหลายๆคนเคยเห็นแบบจำลองอาหารที่วางอยู่ตามหน้าเค้าเตอร์ ซึ่งเป็นตัวช่วยตัดสินใจว่าเราจะสั่งอาหารชุดนี้หรือไม่ และอนาคตเราอาจจะไม่ต้องเข้าครัวอีกแล้ว ถ้ามีเครื่องพิมพ์สามมิติที่มีไว้สำหรับผลิตอาหารโดยเฉพาะ เพียงแค่เลือกเมนูแล้วสั่งผลิต เราก็จะได้อาหารที่หน้าตาชวนรับประทานและยังมีรสชาติแบบเดียวกับที่พ่อครัวปรุงให้รับประทานทุกประการ

nasa-3d-printing-300x148

สำหรับอนาคต ถ้าทั้ง 2 อย่างนี้สามารถทำได้จริง เพียงแค่เรามีเครื่องพิมพ์สามมิติแล้วก็วัตถุดิบตามที่เราต้องการก็สามารถปรุงอาหารอร่อยๆได้ แม้ตัวท่านอาจจะอยู่ในที่ๆทุรกันดารก็ตาม ซึ่งเป็นประโยชน์มาก เพราะนอกจากเราจะได้ลิ้มลองอาหารที่ปรุงสุกแล้ว ยังเป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมอาหารออกไปได้อีก และเมื่อลองคิดว่า ถ้านักบินอวกาศที่จะต้องอยู่บนสถานีอวกาศนานๆจะได้กระตุ้นการเจริญอาหารเพื่อรักษาสุขภาพต่อไปได้อีกด้วย

Source : www.3dprinting.com