Blog

SOLIDWORKS กุญแจสำคัญของ Markforged

SOLIDWORKS กุญแจสำคัญของ Markforged สร้างความต่าง เร็วกว่า ดีกว่า ได้มาตรฐานกว่า สร้างผลตอบแทนที่มากกว่า

เรื่องราวในการเริ่มต้นธุรกิจของ Greg Mark ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ก่อตั้ง Markforged ก็คงจะคล้ายๆ กับผู้ก่อตั้งธุรกิจรายอื่นๆ Greg Mark ได้นำแรงบันดาลใจของเขาเองเปลี่ยนเป็นแรงผลักดันในการสร้างเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ที่ใช้เส้นใยคาร์บอน (Carbon fiber) แบบต่อเนื่อง ซึ่งเขาได้นำประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาในการสร้างสปอยเลอร์หลังของรถแข่งที่ผลิตจากคาร์บอนมาเป็นแรงผลักดันในการที่จะคิดค้นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับการผลิตวัสดุผสมของเส้นใยคาร์บอน รวมไปถึงที่เขาต้องการจะตอบสนองความต้องการของวิศวกรในการที่จะสร้างชิ้นส่วนที่มีความแข็งแรงสูงได้อย่างรวดเร็ว จากเหตุผลดังกล่าวจึงทำให้ Greg Mark เกิดแรงบันดาลใจในการที่จะรวมการผลิตจากเส้นใยคาร์บอน และเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ เข้าด้วยกัน จึงทำให้เกิดเป็น Markforged

ปัจจุบันทางบริษัทได้สร้างความแตกต่างให้กับอุตสาหกรรมการพิมพ์ 3 มิติ โดยการตอบสนองความต้องการในการใช้งาน คุณภาพของชิ้นส่วนที่ผลิตออกมาให้มีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับเหล็ก ซึ่งในขณะที่เครื่องพิมพ์ 3 มิติ ของบริษัทอื่นๆ ผลิตชิ้นงานออกมาแล้วมีความเปราะบาง เนื่องด้วยบริษัทอื่นผลิตออกมาเพื่อต้องการให้เป็นต้นแบบเท่านั้น แต่เครื่องพิมพ์ Markforged สามารถที่จะผลิตชิ้นงานที่มีความแม่นยำ และยังมีความแข็งแรงเทียบเท่ากับเหล็กในราคาที่จับต้องได้เมื่อเทียบกับจำนวนการผลิตที่น้อย

ท ั้งนี้เพื่อเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีให้ก้าวล้ำได้อย่างรวดเร็ว สามารถออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสบความสำเร็จในด้านความเจริญเติบโตของบริษัท โดย Markforged ต้องการระบบที่ใช้ในการพัฒนาทางด้าน 3 มิติ ที่มีความมั่นคงและเสถียร ดังนั้นทางบริษัทจึงได้เลือกใช้ SOLIDWORKS เพื่อใช้การออกแบบ, SOLIDWORKS Premium ในการออกแบบและการวิเคราะห์, และ SOLIDWORKS PDM ในการจัดการระบบข้อมูล

Mark กล่าวว่า “การซื้อ SOLIDWORKS เป็นเรื่องที่ตัดสินใจได้ไม่ยากเลย ที่พวกเราเลือกใช้ SOLIDWORKS ก็เพราะ เราเชื่อมั่นว่า SOLIDWORKS สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าให้เราได้ จากการตัดสินใจเลือกใช้ SOLIDWORKS พวกเราสามารถลดเวลาในการทำงานลงไปได้ จึงทำให้การปล่อยสินค้าไปในตลาดมีความรวดเร็วขึ้น และรวมไปถึงประหยัดค่าใช้จ่ายอื่นๆ ได้อีกด้วย นับตั้งแต่มีการใช้ SOLIDWORKS เป็นต้นมา แถม SOLIDWORKS ยังเป็นโปรแกรมที่สามารถใช้งานได้ไม่ยาก และยังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนการสอนในหลายๆ มหาวิทยาลัยอีกด้วย เลยทำให้พวกเราสามารถหาวิศวกรที่จะมาทำงานและใช้ SOLIDWORKS ได้อย่างไม่ยากนัก”

Mark ได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “ SOLIDWORKS คือ แพคเกจ CAD ที่ดีเยี่ยมที่สุด เพราะทำให้พวกเราสามารถทำงานได้เร็วขึ้น เนื่องจากปัจจุบันนี้โลกมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่พวกเราก็สามารถที่จะพัฒนาได้เร็วกว่า เพื่อที่จะให้การพัฒนาของเรานำหน้าบริษัทคู่แข่งอื่นๆ SOLIDWORKS เป็นกุญแจสำคัญที่สร้างความแตกต่างให้กับพวกเรา ซึ่งทำให้เราสามารถที่จะรักษามาตรฐานในการพัฒนาซึ่งเป็นส่วนสำคัญในความสำเร็จ และทำให้บริษัทของเราเจริญเติบโตได้”

 

เร่งกระบวนการพัฒนาของเครื่องพิมพ์ที่สามารถพิมพ์ได้ด้วยตัวเอง

หลังจากที่มีการนำ SOLIDWORKS เข้ามาใช้ Markforged สามารถลดระยะเวลาในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เหลือน้อยกว่า 6 เดือนได้ ซึ่งปกติแล้วจะต้องใช้เวลาในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประมาณ 1 ปี หรือ 1.5 ปี สำหรับผลิตภัณฑ์ฮาร์ดแวร์ทางด้านเทคนิคส่วนใหญ่ คุณ Mark ได้อธิบายว่า “ในตลาดของเรา ทั้งหมดมันเกี่ยวกับเรื่องของความเร็ว การออกแบบที่ถูกต้อง เหมาะสม และมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่แค่เพียงออกแบบได้อย่างรวดเร็วเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงขั้นตอนการสร้างชิ้นงานต้นแบบ การปรับแต่งแบบ และการปรับเปลี่ยนแก้ไข โดยไม่กระทบหรือสูญเสียทั้งเวลาและต้นทุนด้วย ซึ่ง SOLIDWORKS ก็สามารถตอบสนองความต้องการเหล่านี้ได้ พูดสั้นๆ ได้ว่า SOLIDWORKS ช่วยให้พวกเราสามารถเข้าถึงการออกแบบที่ดีที่สุดในระยะเวลาที่น้อยลง”

“นอกจากนี้ SOLIDWORKS ยังรองรับการบริหารจัดการขั้นตอนของการปฏิบัติงานแบบซ้ำๆ อีกด้วย” Bennett Wilson วิศวกรเครื่องกลอาวุโส กล่าว “พวกเราได้มีการคิดค้นและสร้างต้นแบบเป็นจำนวนมาก และอาจมีการจำลองชิ้นส่วนนั้นๆ มากถึง 5 ครั้ง ภายในหนึ่งวัน แต่เพราะ SOLIDWORKS ทำให้การทำงานของพวกเราสะดวกมากขึ้น เราแค่เพียงพิมพ์ชิ้นส่วนที่มีการออกแบบด้วย SOLIDWORKS จากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ เครื่องหนึ่งที่เรามี เพื่อเอาไปใช้เป็นส่วนประกอบของอีกเครื่องหนึ่งได้”

 

ประหยัดเวลาและลดค่าใช้จ่าย รวมไปถึงการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานด้วย SIMULATION

นอกเหนือจากการใช้ความสามารถของ SOLIDWORKS 3D ในการออกแบบแล้ว Markforged ยังได้มีการใช้เครื่องมือในการ Simulation ที่อยู่ใน SOLIDWORKS Premium อีกด้วย ไม่เพียงเป็นการตรวจสอบความถูกต้องของการออกแบบแล้ว แต่ยังเป็นการเพิ่มความสามารถในการออกแบบอีกด้วย ตัวอย่างเช่น ในขั้นตอนการพัฒนา Mark X ซึ่งเป็นเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ที่ล้ำสมัยที่สุดและใหญ่ที่สุดของเรา ด้วยความแม่นยำในการพิมพ์อยู่ที่ 50 ไมครอน ซึ่งวิศวกรต้องการที่จะเพิ่มขนาดขึ้นเป็น 2 เท่า ของการสร้างแพลตฟอร์มของเครื่องพิมพ์ ต้องการทำให้มีน้ำหนักที่เบาขึ้น แต่ยังคงไว้ซึ่งความแข็งแรง และหลีกเลี่ยงการบิดงอ

Wilson เล่าว่า “การสร้างแพลตฟอร์มของ Mark X ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 2 เท่า จากแบบที่เคยมีมา แต่ยังคงไว้ซึ่งความแข็งแรง และจะต้องมีการโก่งตัวน้อยกว่า 3 ไมครอน ในภาวะที่รับน้ำหนัก พวกเราได้ทำการทดสอบการวิเคราะห์การบิดงอโดยใช้ SOLIDWORKS Premium จากแบบ โดยใช้การเจาะในรูปแบบที่แตกต่างกัน เพื่อที่จะทำให้มีน้ำหนักที่เบาขึ้น จนกระทั่งพวกเราสามารถหาความสมดุลที่ดีที่สุดได้ระหว่างความแข็งแรงและน้ำหนักที่เหมาะสม ซึ่งใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีในการค้นหาผลลัพธ์นี้เมื่อเปรียบเทียบกับจะต้องเสียเวลาเป็นหลายชั่วโมง นอกจากนี้ยังสามารถสร้างแพลตฟอร์มที่มีขนาดใหญ่เป็น 2 เท่า มีความแข็งแรงเท่าเดิม และน้ำหนักก็ยังเท่าเดิมอีกด้วย”

 

การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดด้วย PDM

Markforged ได้ใช้ประโยชน์จาก SOLIDWORKS PDM ในการสนับสนุน จัดการ และการรักษาอัตราการพัฒนาของบริษัทให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ในขณะที่เป็นองค์กรและเจ้าหน้าที่ด้านวิศวกรรมของ บริษัทกำลังเติบโตขึ้น SOLIDWORKS PDM เป็นซอฟต์แวร์ที่ช่วยในการควบคุมการปรับปรุงแก้ไข จัดทำเวิร์กโฟลว์ และเป็นเครื่องมือจัดการข้อมูลที่บริษัทต้องการเพื่อรองรับแนวทางการขยายตัว และพัฒนาการทำงานร่วมกันได้มากขึ้น

Wilson กล่าวว่า “SOLIDWORKS PDM เป็นเครื่องมือที่มีประโยขน์เป็นอย่างมากต่อพวกเรา เนื่องจากจำนวนของผลิตภัณฑ์และวิศวกรที่เพิ่มมากขึ้น มันจึงเป็นเรื่องง่ายมากที่จะเกิดข้อผิดพลาดบางอย่างเมื่อมีการส่งต่องาน แต่ด้วย SOLIDWORKS PDM ทำให้พวกเรามั่นใจได้ว่า พวกเรากำลังทำงานอยู่ในทิศทางที่ถูกต้อง และสามารถทำงานร่วมกันได้บ่อยขึ้นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นอีกด้วย”

วงจรในการพัฒนาคิดค้นของ Markforged ไม่เคยที่จะหยุดนิ่งหรือช้าลง และ Metal X ในเครื่องพิมพ์ 3 มิติสำหรับชิ้นส่วนโลหะจะเป็นส่วนถัดไปที่ Markforged จะมีการพัฒนา ซึ่งถือได้ว่าเป็นกระบวนการใหม่เลยทีเดียวที่การออกแบบเครื่องพิมพ์จะสามารถเข้าถึงลูกค้าในหลายๆ กลุ่มผ่านวงจรการพัฒนาฮาร์ดแวร์ได้อย่างรวดเร็ว


ความท้าทาย

การปฏิวัติและการขยายบริษัทผู้ผลิตเครื่องพิมพ์ 3 มิติ โดยการประดิษฐ์และสร้างสรรค์การเปลี่ยนแปลงให้กับเส้นใยคาร์บอนไฟเบอร์แบบต่อเนื่องในเทคโนโลยีเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ที่สามารถผลิตชิ้นส่วนต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว มีความแข็งแรงสูง มีคุณภาพสูง ทนทานและคุ้มค่าในการลงทุนในปริมาณที่น้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับชิ้นส่วนที่ผลิตจากโลหะ

วิธีการแก้ไขปัญหา

  • ใช้ SOLIDWORKS ในการออกแบบ
  • ใช้ SOLIDWORKS Premium ในการออกแบบและการวิเคราะห์
  • ใช้ SOLIDWORKS PDM ในการจัดการข้อมูล

ประโยชน์

  • สามารถใช้เส้นใยคาร์บอนไฟเบอร์แบบต่อเนื่องในเทคโนโลยีเครื่องพิมพ์ 3 มิติ
  • ลดเวลาในการพัฒนาฮาร์ดแวร์ให้เหลือน้อยกว่า 6 เดือน
  • ปรับปรุงความแม่นยำในการพิมพ์ 3 มิติ ให้อยู่ภายใน 50 ไมครอน
  • ทำให้เห็นถึงการเจริญเติบโตทางด้านธุรกิจแบบก้าวกระโดดภายใน 4 ปีแรก

 

VDO: MarkForged and SOLIDWORKS Join Forces

https://www.youtube.com/watch?v=7rmX6MG9Ub8

 

ที่มา : https://www.innova-systems.co.uk/wp-content/uploads/Markforged-SolidWorks-Case-Study-Innova-Systems-UK.pdf

 

เริ่มแล้ว!! เปิดลงทะเบียนแล้ว สำหรับงาน SWID 2018

เริ่มแล้ว!! เปิดลงทะเบียนแล้ว สำหรับงาน SWID 2018 

พบกับ การเปิดตัวเทคโนโลยี 3D Printer ที่หลายคนรอคอยด้านงาน Printing Meterial และ Carbon Fiber จาก Rabbit Prototype และเครื่องพิมพ์สามมิติรุ่นอื่นๆ จาก I am MAKER

พบกับกิจกรรมมากมายภายในงาน ทั้งส่วนลดต่างๆ ผลิตภัณฑ์และบริการ ของบริษัทในเครือ

ลงทะเบียนสำรองที่นั่งได้ฟรี! –> https://www.applicadthai.com/swid2018
แล้วพบกันนะคะ

#Rabbitprototype #3DPrinter #SWID2018 #SolidWorks

ชิ้นส่วนที่ใช้งานจริง (jig & fixture)

Material ส่วนนึง ที่ทางบริษัทเรามีให้เลือกมากมาย เพื่อใช้ในการทำชิ้นงานต้นแบบที่แตกต่างกัน ไม่ว่าคุณกำลังมองหาคุณสมบัติแบบไหน Assembly หรือ Functional test ก็สามารถรองรับทุกการทดสอบ ไปจนถึง ชิ้นส่วนที่ใช้งานจริง (jig & pixture) สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มได้ที่ 02-744-9874-5

#3dprinter #material #testing #lowvolume

นักวิจัยจาก ETH Zurich ได้สร้างหัวใจเทียมแบบซิลิโคนโดยใช้เครื่องพิมพ์ 3D

นักวิจัยจาก ETH Zurich (สถาบันเทคโนโลยีแห่งสหพันธ์สวิสในซูริกในประเทศสวิตเซอร์แลนด์)

ได้สร้างหัวใจเทียมแบบซิลิโคนโดยใช้เครื่องพิมพ์ 3D โดยได้รับการพัฒนาโดยนักศึกษาระดับปริญญาเอก นามว่า Nicholas Cohrs ร่วมกับ ศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมวัสดุการทำงาน Wendelin Stark

ซึ่งด้านในของต้นแบบหัวใจนี้ ได้จำลองโครงสร้างทั้งหมดเหมือนอวัยวะจริงทุกอย่าง เพื่อทดสอบการทำงานของหัวใจมนุษย์

Cohrs ได้อธิบายถึงต้นแบบชิ้นนี้ว่า “เป็นซิลิโคนโมโนล็อกที่มีโครงสร้างภายในที่ซับซ้อน” และน้ำหนัก 390 กรัมมีปริมาตรเท่ากับ 679 ซึ่งเทียบเท่าของจริงเลยก็ว่าได้

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นแบบทดสอบความสามารถในการรับอุณภูมิความร้อนในร่างกาย เป้าหมายของเราไม่ใช่เพื่อทดสอบการรับมือกับความเครียด แต่เพื่อคิดถึงแนวทางใหม่ๆ ในการพัฒนาหัวใจเทียม

เปิดตัวสินค้าใหม่นวัตกรรมระดับ “Professional 3D Printer”

เมื่อไม่นานมานี้เอง บริษัท Stratasys ได้ประกาศเปิดตัวเครื่อง 3D Printer ใหม่ ชื่อว่า Objet Eden260VS ที่เน้นเรื่องของการขจัดวัสดุรองรับ ด้วยวิธีการสลายตัวของวัสดุแทนการชะล้างด้วยน้ำ ซึ่งจะช่วยให้ลดขั้นตอนการในกระบวนการล้าง Support แบบเดิมได้ โดยตัวอักษร S ที่นำมาต่อท้ายจากชื่อเดิม Objet Eden260V เป็นตัวบ่งบอกให้รู้ว่ามีวัสดุที่ชื่อว่า Soluble Support (SUP707) เพิ่มเข้ามานั้นเองหรือวัสดุแบบละลายน้ำได้นั้นเอง

Stratasys Objet30 Prime (3D Printer)

       อย่างไรก็ตามบริษัทที่เป็นผู้นำด้าน 3D Printer อันดับ 1 ของโลก อย่าง Stratasys จะเปิดตัวทั้งทีคงจะต้องไม่มีแค่นี้ครับ งานนี้มีน้องเล็กหนึ่งคลอดตามมาติดๆ นั้นคือ Objet 30 Prime ที่มีลูกเล่นดีๆ อย่าง Mode การทำชิ้นงานแบบเร็วที่เรียกว่า Draft Mode ที่สามารถทำงานได้เร็วกว่าเดิม ด้วยความละเอียดของแต่ละชั้นผิวงาน ที่ 36 ไมครอน พร้อมความสามารถในการใช้วัสดุที่เพิ่มขึ้นเป็น 12 ชนิดอีกด้วย ที่รวมกลุ่มวัสดุที่เรียกว่า Bio compatible ให้ใช้อีกด้วย

3D Printer

       ยังไม่พอเพียงเท่านี้ครับ ยังอีกสองรุ่นที่ถือว่าเป็นไฮไลท์ของการเปิดตัวครั้งนี้นั้นคือ รุ่น Fortus380 และ 450 ที่นับว่าเป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าจากรุ่นเดิมไปอย่างมาก ที่ผมชอบมากที่สุดเป็นงานส่วนตัวก็เห็นจะเป็นการที่เพิ่มหน้าจอ Touch Screen มาให้นี่ล่ะครับ ทำให้ใช้งานง่ายขึ้นจากเดิม โดยหน้าจอจะมีการแสดงผลในแบบที่เรียกว่า Inter active ที่จะทำให้ผู้ใช้ง่ายเข้าใจได้ง่าย และ User Interface ที่เข้าถึงได้ง่าย ขนาดพื้นที่ใช้งานที่ปรับให้ใหญ่ขึ้นแบบเต็มๆ อย่างที่ไม่ต้อง Upgrade กันเลย พอมาดูที่ภายนอกก็จะเห็นได้ว่ามีการออกแบบให้ร่วมสมัยขึ้น แต่พอมองไปมองมาก็คล้ายหุ่นยนต์ “กันดั้ม”เหมือนกันนะนิ

Stratasys Fortus 450    หน้าจอ Touch Screen 3D Printerเครื่องพิมพ์ชินงานสามมิติ , 3D Printer

อย่างไรก็ดีหากท่านผู้อ่านสนใจและอย่าได้ข้อมูลเพิ่มเติมก็สามารถติดต่อได้ที่เบอร์ 02-745-4242

และผ่านช่องทาง https://www.applicadthai.com/rapid-prototype/index.php?ref=applicadthai  หรือ www.siam3dprinter.com

บทความโดย ชัยวัฒน์ พฤฒิพงศ์พิบูลย์

การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3

บทความนี้ผมขอหยิบเอาบทความที่ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ได้เขียนลงในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจไว้ แล้วนำมาขยายความต่อเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดขึ้นนะครับ

“การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งแรกนั้นเกิดขึ้น 200 ปีที่แล้ว โดยสาระสำคัญ คือ การประดิษฐ์เครื่องจักร (ในขั้นแรกคือเครื่องจักรไอน้ำ) เพื่อทดแทนแรงงานของมนุษย์ ทำให้เกิดการสร้างโรงงานขนาดใหญ่ในเมือง (mechanization) เพื่อให้คนงานจำนวนมากต้องมาทำงานร่วมกัน ซึ่งถือได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทำลายการผลิตในระดับครัวเรือน (cottage industry) เพิ่มผลผลิตและความสำคัญของภาคอุตสาหกรรม ทำให้ภาคเกษตรกรรมตกต่ำลงในเชิงเปรียบเทียบ

  

 

การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สองเกิดขึ้นประมาณ 80 ปีที่ผ่านมา จากการปฏิรูปทางการผลิตของ Henry Ford ที่เป็นการแบ่งกันประกอบและเน้นการผลิตจำนวนมากเพื่อลดต้นทุนต่อหน่วยให้ต่ำ (Moving Assembly Line และ Mass Production) ทำให้สรุปได้ว่าโรงงานยิ่งมีขนาดใหญ่ก็จะยิ่งได้เปรียบ หรือ Economy of Scale ทำให้เกิดบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่มีโรงงานการผลิตขนาดใหญ่ทั่วโลก ตัวอย่างที่ใกล้ตัวที่สุด คือ บริษัทรถยนต์ข้ามชาติ ซึ่งผลิตรถยนต์รุ่นหนึ่งปีละหลายแสนคัน เพื่อให้ต้นทุนการผลิตต่ำที่สุด ทำให้ปัจจุบันมีบริษัทรถยนต์ขนาดใหญ่เพียงสิบกว่าบริษัทและยากที่จะเห็นบริษัทรถยนต์ขนาดเล็กสามารถมาแข่งขันได้

ในยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ The Economist กล่าวถึงว่า กำลังจะเกิดขึ้นในปัจจุบันนั้นเป็นการผลิตที่นำเอาเทคโนโลยีมาปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตและการตลาดครั้งใหญ่ โดยในอนาคต Economist เชื่อว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงจาก Economy of Scale เป็น Economy of Speed และจาก Mass Production เป็น Mass Customization แปลว่าการผลิตในอนาคตจะเป็นการผลิตที่ไม่ต้องผลิตจำนวนมาซ้ำซาก แต่จะสามารถผลิตสินค้าที่มีความแตกต่างกัน ตรงตามความต้องการของลูกค้าทุกคนทุกประการ นอกจากนั้น เนื่องจากปริมาณการผลิตต่อโรงงานไม่สูงมาก ก็แปลว่าสามารถที่จะลดขนาดโรงงานลงและที่สำคัญจะต้องย้ายโรงงานไปตั้งอยู่กับฐานลูกค้าในแต่ตลาดเพื่อที่จะสามารถตอบสนองความต้องการที่ปรับเปลี่ยนไปของผู้บริโภคในแต่ละตลาดได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ”

นั่นเป็นบางส่วนของบทความ ที่บรรยายถึง การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 ที่่อ้างอิงถึงบทความจากหนังสือ The Economist ซึ่งเทคโนโลยีที่ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญในเรื่องนี่ก็คือ 3D Printer ซึ่งที่จริงแล้วบทความนี้กล่าวถึง 3D Printer ด้วยแต่จะพูดอ้างอิงเชิงเศรษฐศาสตร์เป็นส่วนใหญ่

3D Printer

เทคโนโลยี 3D Printer เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายปี 1960 แต่สามารถนำมาใช้จริงได้ประมาณปี 1980 ซึ่งในช่วงแรกๆ จะใช้ในงานวิจัยและชื่อที่เรียกกันในยุคนั้นก็คือ Rapid Prototyping หรือเทคโนโลยีการขึ้นต้นแบบรวดเร็ว โดยหลักก็คือนำเอาเทคโนโลยีนี้มาใช้ทำชิ้นงานต้นแบบอย่างรวดเร็ว (โดยไม่ไปทำแม่พิมพ์เพื่อผ่านกระบวนการขึ้นรูปใดๆ) เห็นมั้ยครับฟังดูเหมือนว่าคนที่คิดค้นและใช้งานในยุคก่อนก็ยังไม่เห็นภาพว่าสิ่่งนี้จะทำให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 ใดๆ เลย แล้วภาพนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

 

ปี 1996 เป็นช่วงที่มีการพัฒนาเทคโนโลยี Rapid Prototype อย่างมา เครื่อง Rapid Prototyping มีราคาถูกลงและเริ่มมีการบัญญัติคำใหม่ก็คือ 3D Printer และต่อมาก็มีการใช้ชื่อ Additive Manufacturing ซึ่งเหมือนกับเป็นการบอกว่านี่คือกระบวนการผลิตรูปแบบหนึ่ง (Manufacturing Process) นั่นเอง ซึ่งผมเองก็เริ่มได้ยินบ่อยขึ้นโดยเฉพาะเมื่อกลางปี 2013 ที่ผ่านมา ท่านประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ท่าน บารัค โอบาม่า ได้พูดในสภาคองเกรสว่า 3d printing และ กระบวนการผลิตที่ไฮเทคจะเป็นแม่เหล็กที่จะดูดเอาตำแหน่งงานกลับเข้าสู่สหรัฐอเมริกา

 

Subtractive Manufacturing และ Additive Manufacturing

บทความนี้ผมจะไม่ลงลึกถึงเทคนิคและการทำงานของ 3D Printer แต่อยากจะให้รู้ถึงแนวโน้มของ 3D Printer หรือ Additive Manufacturing ที่จะพัฒนาต่อไปในอนาคตมากกว่า แต่ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจ Concept ของ Subtractive Manufacturing และ Additive Manufacturingก่อนดีกว่าครับ

 

การผลิตแบบ Subtract หรือการลบออก เอาออก เป็นกระบวนการของการเริ่มต้นด้วยวัสดุที่เป็นก้อนตัน และ เลือกลบสิ่งที่ไม่จำเป็น จนรูปสุดท้ายที่โผล่ออกมากระบวนการนี้จะอธิบายได้ง่าย ยกตัวอย่างเช่น การแกะสลักรูปปั้นหินอ่อนของ Michelangelo ศิลปินที่มีชื่อเสียง เมื่อถามว่า สมเด็จพระสันตะปาปา ถามถึงวิธีการที่เขาทำรูปปั้นของ เดวิด จนเหมือนมีชีวิตที่งดงามของเขา Michelangelo ตอบว่า “ผมก็ลบทุกอย่างที่ไม่ได้มีลักษณะเหมือน เดวิด ออกไปจากก้อนหินซะก็เท่านั้นเอง” ซึ่งในปจัจจุบันเราพบกระบวนการเหล่านี้เป็นปกติ เช่น กลึง กัด ไส เจาะ ทั่วๆ ไป

แต่การผลิตแบบ Additive เป็นกระบวนการผลิต โดยการเพิ่มวัสดุเข้าไปเติมที่ละชั้นทีละชั้นจนเป็นชิ้นงานที่ต้องการ โดยรูปแบบของชั้นบางๆ ในแต่ละชั้นได้มาจากการประมวลผลจากโมเดล 3 มิติที่เราออกแบบในโปรแกรม CAD กระบวนการนี้ ช่วยลดเวลาค่าใช้จ่าย ในการผลิตชิ้นงานที่มีความเป็น Unique หรือความเป็นเฉพาะตัวสูง

อนาคต

นอกจากปัจจุบันที่บริษัทผู้ผลิต 3D Printer ชั้นนำอย่าง Stratasys นำเสนอเครื่่อง Fortus มาใช้ผลิต Jig&Fixture หรือ Tool ต่างๆ แบบรวดเร็ว และลดขั้นตอนการผลิตแล้ว ซึ่งเป็นการใช้งานในอุตสาหกรรมอย่างแพร่หลาย ปัจจุบันยังมีการนำไปช่วยด้านการแพทย์ ร่วมกับเครื่อง CT Scan

นอกจากนี้ยังมีการนำเอา 3D printer มาผลิตสินค้า เช่น เครื่องดนตรี, อุปกรณ์เสริมโทรศัพท์มือถือ เช่น Case iPhone จนกระทั่งชุดชั้นใน ยังมีการคาดการในอนาคตอีกว่าจะมีการพัฒนาต่อไปอีก ตัวอย่างเช่น
• การซื้อของที่ต้องการ ณ จุดผลิตโดยสามารถปรับแต่งรูปแบบสินค้าตามความต้องการก่อนที่เราจะ (Customize Manufacturing)
• การส่งชิ้นงาน 3 มิติแบบไร้สายหรือ 3D Fax โดยผู้ส่งแค่ Upload ข้อมูล CAD
• การ Shopping Online จะไม่จำกัดอยู่แค่ข้อมูล ภาพ เสียง หรือ VDO แต่เราสามารถซื้อของได้ ตัวอย่างเช่น อะไหล่หรืออปุกรณ์ Gadget ต่างๆ ซึ่ง 3D Printer จะผลิตให้เราที่บ้าน หลังจาก Download ข้อมูล 3 มิติเสร็จ
• การผลิตแบบ On Demand เช่น อาจตั้งโปรแกรมให้ 3D Printer พิมพ์แปรงสีฟันที่เหมาะกับรูปปากของคุณ โดยใช้ข้อมูลใน Server ทุกๆ 3 เดือนเพื่อให้คุณได้ใช้แปรงที่ใหม่อยู่เสมอ

ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

ข่าวร้าย

ผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุด มาจากจำนวนตำแหน่งงาน กับงานที่เทคโนโลยี 3D Printer จะทำให้ล้าสมัยและเข้ามาทดแทน สิ่งที่จะกลายเป็นปัญหาระหว่างประเทศ คือการนำเข้าส่งออกที่จะลดลง เพราะต่อไปเราไม่จำเป็นต้องนำเข้าของจริงจากประเทศผู้ผลิต เราเพียงแต่ Download สินค้าที่เราต้องการเท่านั้น หมายความว่าเราไม่จำเป็นที่จะต้องมีระบบการผลิตและห่วงโซ่การกระจายสินค้าแบบเดิมๆ อีกต่อไป

การผลิตแบบ Mass Production จะไม่เป็นที่ต้องการ ในขณะที่เราจะผลิตเฉพาะสิ่งที่เราต้องการ ในสิ่งที่เราจำเป็นต้องใช้มันเท่านั้น โกดังเต็มรูปแบบ การเก็บสต็อกสินค้าและอะไหล่ต่างๆ จำนวนมากจะไม่จำเป็น การทำ Packaging การขนส่งสินค้าด้วยวิธีต่างๆ ผู้จัดจำหน่ายสินค้าและผู้ค้าปลีก จะถูกลดบทบาทไป

ข่าวดี

ใน ‘ข่าวร้าย’ ยังคงมีสิ่งต่างๆ จำนวนมากที่จะได้รับผลกระทบด้านบวกจาก 3D Printer เกี่ยวกับเศรษฐกิจโลก แม้ว่าหลายประตูดูเหมือนจะปิด สำหรับคนที่กำลังมองหางานเทคโนโลยีนี้ นำความคิดใหม่และวิธีการในการทำงาน ด้วยโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ เมื่ออินเทอร์เน็ตเปลี่ยนจากการเป็นเครื่องมือที่จะใช้ส่งอีเมลล์ กลายเป็นสถานที่ช้อปปิ้งที่บ้าน นำไปสู่การถดถอยของการค้าปลีก ซึ่งนำไปสู่การหดหายจำนวนมากของตำแหน่งงาน ธุรกิจขนาดใหญ่หลายแห่งเกิดผลกระทบและบางส่วนมีการปิดกิจการ

สิ่งที่อินเทอร์เน็ตทำให้เกิดผลกระทบด้านบวก เช่น ธุรกิจการสร้างออกแบบ Website, Online Marketing การตลาดอินเทอร์เน็ต, ช่างเทคนิค, โซเชียลมีเดีย, บล็อก จะเฟื่องฟู คนหลายล้านคนจะทำงาน Online ผลิตภัณฑ์เนื้อหาหรือบริการ และระบบหมุนเวียนทางเศษฐกิจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง การใช้จ่ายหลายพันล้านดอลล่าร์จะเกิดขึ้นชั่วข้ามคืน จากการที่ระบบเศษฐกิจแบบไม่มีเวลาปิดเปิด
อีกหนึ่งอาชีพที่จะได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางคือ อาชีพ Designer ที่ออกแบบด้วยโปรแกรม 3 มิติเพราะคุณจะได้ขายผลิตภัณฑ์ที่คุณออกแบบได้ไม่ว่าคุณจะทำงานอยู่ที่ไหน แค่ Upload สินค้าที่คุณต้องการให้ลูกค้าหรือร้านค้า Online อย่าง www.shapeways.com เป็นต้น

ที่กล่าวมาทั้งหมดก็ได้รวบรวมข้อมูลจากหลายๆ ด้าน ถึงสิ่งที่ผู้ที่พัฒนาและคิดค้นมองไปข้างหน้า แต่ใครจะรู้ว่าเมื่อไรมันจะมาถึง “การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3”
BY…Prakit L.

 

Cr. https://www.applicadthai.com

การทำ Prototype งานประเภท Medical (ด้านการแพทย์)

ในส่วนของงานประเภท Medical (ด้านการแพทย์) การทำ Prototype เริ่มเป็นที่แพร่หลายในบ้านเรา จะเห็นได้ว่ามีหลายหน่วยงาน เริ่มมีการทำต้นแบบของอวัยวะ เพื่อวางแผนก่อนการผ่าตัด หรือ เพื่อการศึกษาและวิจัย
#medical #prototype #rabbitprototype #ชิ้นงานต้นแบบ #3dprinter

การทำชิ้นงานต้นแบบ ด้วย Polyjet Technology

การทำชิ้นงานต้นแบบ ด้วย Polyjet Technology ที่จะสามารถปริ้นชิ้นงานได้ในคราวเดียวกัน

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมด้านการทำชิ้นงานต้นแบบ ได้ที่เบอร์โทร 02-7449874
#งานต้นแบบ #3dprinter #prototype

Page 1 of 1412345...10...Last »
ปิดโหมดสีเทา